เปิดพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างโอกาสให้คนในพื้นที่
เวลา 09.00 น. คณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ภายในอาคารราชินูทิศ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของจังหวัด ช่วยให้เด็ก เยาวชน ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้รากเหง้า ความเป็นมา และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ผ่านการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์และพัฒนาให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ประชาชนเข้าถึงได้ เป็นการเพิ่มคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการท่องเที่ยวของจังหวัด
ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทย สร้างทักษะและโอกาสให้คนรุ่นใหม่
เวลา 10.00 น. ร่วมกิจกรรมเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง "ชุดไทยพระราชนิยม” ณ โรงแรมสยามแกรนด์ อำเภอเมืองอุดรธานี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานเปิดงาน มีผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่กว่า 200 คน เข้าร่วมกิจกรรม
การเสวนาได้รับเกียรติจาก ดร.ศรินดา จามรมาน ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านผ้าไทย ที่ปรึกษาโครงการ "ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และนางสาวอลิสา ใสเศวตวารี ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความงดงาม เทคนิคงานช่าง และคุณค่าของเครื่องแต่งกายไทย
ภายในงานจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ และเสื้อพระราชทาน 3 แบบ พร้อมนิทรรศการผ้าไทยร่วมสมัย ผ้าอัตลักษณ์ และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) จาก 5 จังหวัดภาคอีสานตอนบน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากของจริง เห็นแนวทางการนำผ้าไทยไปประยุกต์ใช้กับแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ตลอดจนต่อยอดเป็นอาชีพและธุรกิจสร้างสรรค์
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมมุ่งให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ครั้งนี้เกิดประโยชน์มากกว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการแต่งกาย แต่เป็นการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม และเพิ่มโอกาสให้ช่างทอผ้า ผู้ประกอบการสิ่งทอ นักออกแบบ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้
นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเสนอขึ้นทะเบียน "ชุดไทย: ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ (Chud Thai: The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume)” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก โดยมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2569 ณ เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสในการเผยแพร่องค์ความรู้ ภูมิปัญญาช่างฝีมือ และอัตลักษณ์ชุดไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
3 แนวทางสำคัญ เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นรายได้ที่ประชาชนจับต้องได้
เวลา 13.00 น. ในการประชุมมอบนโยบายและติดตามผลการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้แก่ บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี พร้อมด้วยสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ณ โรงแรมสยามแกรนด์ อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ที่ประชุมได้ติดตามผลการดำเนินงานประจำปี 2569 และพิจารณาข้อเสนอโครงการสำคัญ (Flagship Project) ประจำปี 2570 เพื่อปรับทิศทางการทำงานจากการจัดกิจกรรมเป็นหลัก ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนและชุมชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้เสนอแนวทางการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม 3 ด้าน เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน ได้แก่
1. อาหารท้องถิ่นต้องไปได้ไกลกว่าการประกวดเมนู ต่อยอดโครงการ "1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น The Lost Taste: The Living Heritage (รสชาติ…ที่หายไป)” โดยพัฒนาอาหารพื้นถิ่นให้มีมาตรฐานและศักยภาพเข้าสู่ร้านอาหารและภัตตาคารระดับสากล เชื่อมโยงวัตถุดิบจากเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการในท้องถิ่นตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้รายได้กระจายสู่คนในชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
2. เทศกาลประเพณีต้องสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ยกระดับงานประเพณีและเทศกาลให้เป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอยากเดินทางมาสัมผัส ไม่ใช่เพียงมาร่วมงานแล้วเดินทางกลับ แต่เกิดการใช้จ่ายกับสินค้า อาหาร ที่พัก บริการท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมสร้างความประทับใจจากอัตลักษณ์ไทยและการเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนอีก
3. ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้องมีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาด ส่งเสริมให้ชุมชนค้นหาจุดเด่นของตนเอง นำภูมิปัญญาและเรื่องราวท้องถิ่นมาสร้างความแตกต่างให้สินค้า ใช้การเล่าเรื่อง (Storytelling) เพิ่มคุณค่า และประสานนักออกแบบรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ให้ร่วมสมัย สวยงาม และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้สินค้าชุมชนขายได้ในตลาดที่กว้างขึ้นและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดควรทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงชุมชนกับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุดเพียงการจัดกิจกรรมหรือการมอบรางวัล แต่สามารถสร้างตลาดและช่องทางจำหน่ายให้กับผลิตภัณฑ์ของชุมชนได้จริงบ้านโนนกอก ต้นแบบนำภูมิปัญญาผ้าทอสร้างมูลค่า เพิ่มโอกาสให้ชุมชน
เวลา 15.30 น. อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมลงพื้นที่ชุมชนทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก ตำบลหนองนาคำ อำเภอเมืองอุดรธานี เยี่ยมชมภูมิปัญญาการทอผ้าขิดโบราณและการย้อมสีเส้นไหมด้วยดอกบัวแดงจากลำห้วยเชียงรวง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของชุมชน
บ้านโนนกอกเป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ โดยนำดอกบัวแดงมาใช้ย้อมสีเส้นไหม ผสมผสานกับเทคนิคการทอด้วยกี่โบราณและลวดลายดั้งเดิม เกิดเป็นผ้าไหมหมี่ขิดย้อมดอกบัวแดง "ลายสายธารนาคเชียงรวง” ที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ระดับเหรียญทองระดับประเทศจากกระทรวงวัฒนธรรม
นอกจากการทอผ้าแล้ว ชุมชนยังมีทุนทางวัฒนธรรมด้านอาหารและการท่องเที่ยว โดยได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 ชุมชนคุณธรรมสุดยอดต้นแบบ ภายใต้โครงการ "เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปี 2566 และมีเมนู "ข้าวต้มมัดกลีบบัวแดง” ซึ่งได้รับการยกย่องในโครงการ "1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น” ประจำปี 2566
การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการมองเห็นศักยภาพของชุมชนที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้อีก ทั้งการสร้างผลิตภัณฑ์ผ้าไทยที่มีมูลค่าสูง การพัฒนาสินค้าที่ระลึก การจัดประสบการณ์เรียนรู้ภูมิปัญญาการย้อมและทอผ้า ตลอดจนการเชื่อมโยงอาหารและการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตจริง และสร้างรายได้ให้แก่ช่างทอ ผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการ และคนในชุมชน
วัฒนธรรมต้องไม่หยุดอยู่แค่การอนุรักษ์ แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชน
การลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีครั้งนี้สะท้อนทิศทางการทำงานของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่มุ่งให้วัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภูมิปัญญา อาหาร ผ้าไทย เทศกาลประเพณี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อให้ชุมชนสามารถนำสิ่งที่มีอยู่มาต่อยอดเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่มีคุณค่า
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ แต่ต้องทำให้คนในชุมชนมีรายได้ ช่างฝีมือมีงานทำ เยาวชนเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโต และประชาชนสามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นต้นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างยั่งยืน เพราะวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คือวัฒนธรรมที่คนในชุมชนมีส่วนร่วม ภาคภูมิใจ และสามารถสร้างอนาคตจากสิ่งที่ตนเองมีได้