รายชื่องานวิจัยวัฒนธรรมของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ผลงานวิจัย คลิกเพื่อเลือก กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชื่อเรื่อง บรรณิทัศน์งานวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้ ชื่อผู้วิจัย ปรีชา นุ่มสุข ปี 2534 ผลงานวิจัย ภาคใต้ โครงการการวิจัย เรื่อง บรรณนิทัศน์งานวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้ นี้ ได้ปรากฏขึ้นเนื่องจากได้ตระหนักว่าในภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการศึกษาวิจัยทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลาระยะยาวนานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจและศึกษางานวิจัยทางวัฒนธรรมเหล่านั้นในภาพรวมอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาเพื่อการรวบรวมงานวิจัยเหล่านั้นจัดทำเป็นบรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลทางการวิจัยและเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์แก่วงวิชาการทางด้านนี้ต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อการสำรวจและศึกษางานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อการรวบรวมงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อการจัดทำบรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ และเพื่อการจัดพิมพ์และการเผยแพร่บรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ โดยคาดหวังว่าผลการศึกษาวิจัยนี้จะเป็นองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการวิจัยทางวัฒนธรรมและการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้ โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้อาศัยวิจัยเอกสาร โดยใช้งานวิจัยวัฒนธรรมในภาคใต้ที่เผยแพร่แล้วทั้งหมด นับถึงปีงบประมาณ ๒๕๓๔ (กันยายน ๒๕๓๔) เป็นกลุ่มประชากร ในการรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสำรวจ ศึกษา และรวบรวมงานวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้จากหอสมุด สถาบัน และหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการจำแนกผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ออกเป็นหมวดหมู่อย่างกว้าง ๆ เป็น ๕ สาขา คือ สาขาแรก ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนา สาขาที่สอง ได้แก่ ความเป็นอยู่และวิทยาการ สาขาที่สาม ได้แก่ ภาษา และวรรณกรรม สาขาที่สี่ ได้แก่ ศิลปกรรมและโบราณคดี และสาขาที่ห้า ได้แก่ การละเล่น ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ สำหรับการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการเสนอด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) ผลของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ทำให้สามารถสำรวจ ศึกษา รวบรวม และมองภาพรวมผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ของประเทศไทยได้เป็นครั้งแรก ในฐานะของการศึกษาวิจัยชิ้นบุกเบิกชิ้นหนึ่งโดยสามารถที่จะแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมาได้เริ่มปรากฏผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับวัฒนธรรมของภาคใต้ โดยสามารถที่จะจัดแบ่งพัฒนาการของผลงานดังกล่าวออกได้เป็น ๔ ระยะ คือ ระยะแรก (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๔๘๓) เป็นระยะเริ่มแรกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ ผู้ศึกษาส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการชาวต่างประเทศ โดยผลงานในระยะบุกเบิกนี้มักจะเป็นรายงานค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญในภาคนี้บางส่วน และการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียที่ปรากฏขึ้นในคาบสมุทรแห่งนี้ ระยะที่สอง (พ.ศ.๒๕๘๘-๒๕๑๔) เป็นระยะที่การศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ ได้สืบเนื่องมาจากระยะแรก ประเด็นที่ศึกษาส่วนใหญ่สืบต่อมาจากระยะแรก นักวิชาการที่ศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวต่างชาติในระยะนี้ได้เริ่มปรากฏให้เห็นการเริ่มต้นขึ้นของการศึกษาในเชิงการรวบรวม ข้อมูลทางวัฒนธรรมการจัดระบบข้อมูลทางวัฒนธรรม และการศึกษาเปรียบเทียบทางวัฒนธรรมตามหลักวิชา รวมทั้งมีการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมที่เนื่องในศาสนาพราหมณ์ ในขณะเดียวกันกับที่ได้ปรากฏการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างดินแดนแห่งนี้กับดินแดนอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ วัฒนธรรมศรีวิชัย ระยะที่สาม (พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๙) เป็นระยะแห่งการเริ่มต้นในการศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ในแนวลึก และเน้นประเด็นที่มีความจำเพาะเจาะจงมากกว่าระยะที่ผ่านมา โดยเริ่มปรากฏผลงานการศึกษาในรูปของ การวิจัย เกี่ยวกับวัฒนธรรมภาคใต้ขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยที่เกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย และวัฒนธรรมโบราณคาบสมุทรแห่งนี้ ได้ปรากฏผลงานของนักวิชาการชาวไทยมากยิ่งขึ้น ระยะที่สาม (พ.ศ.๒๕๒๐- ปัจจุบัน) เป็นระยะที่การวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ได้เฟื่องฟูขึ้นมากโดยการวิจัยดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นควบคู่กันกับพัฒนาการของการตื่นตัวของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานทางวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการด้านวัฒนธรรม การเปิดเรียนในสาขาวิชาเอกทางวัฒนธรรม และการจัดทำเอกสารทางวิชาการด้านวัฒนธรรม เป็นต้น โดยการวิจัยทางวัฒนธรรมได้ก้าวหน้าไปมาก เพราะเป็นหัวใจของการดำเนินงานทางวัฒนธรรมดังกล่าวนั้น ผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมที่ของภาคใต้ที่ปรากฏขึ้นในระยะที่สาม และระยะที่สี่นี้ แต่ละสาขามีลักษณะที่สำคัญหลายประการ กล่าวคือ ๑) งานวิจัยด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนา นับเป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมสาขาหนึ่งที่ได้ปรากฏขึ้นในระยะแรก ๆ ของผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ รวมทั้งยังปรากฏขึ้นในปริมาณสูงอีกด้วย ประเด็นที่สำคัญที่มีการวิจัยมากที่สุดในภาคใต้สาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกันกับวัฒนธรรมที่เนื่องในศาสนาอิสลามในบริเวณจังหวัดชานแดนภาคใต้ รองลงมาเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ ตามลำดับ ๒) งานวิจัยด้านความเป็นอยู่และวิทยาการ เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ สาขาที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณมากที่สุด ในบรรดางานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ด้วยกัน ประเด็นที่มีการวิจัยมากที่สุดในสาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับวัฒนธรรมด้านความเป็นอยู่ที่เกี่ยวเนื่องกันกับอาชีพทางการเกษตรรองลงมาเป็นอาชีพในธุรกิจบริการ ส่วนวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับการปกครองก็เป็นประเด็นที่ปรากฏในผลงานการวิจัยในปริมาณสูงอีกประเด็นหนึ่ง ๓) งานวิจัยด้านภาษาและวรรณกรรม เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณสูง โดยปรากฏขึ้นในปริมาณที่เป็นอันดับที่สองรองลงมาจากงานวิจัยด้านความเป็นอยู่ และวิทยาการที่ได้กล่าวมา ประเด็นที่มีการวิจัยมากที่สุดในสาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมที่ได้มีการบันทึกไว้ในเอกสารโบราณที่มีการค้นพบมากในภาคใต้ที่เรียกว่า หนังสือบุด (สมุดข่อย) ส่วนผลงานการวิจัยวัฒนธรรมทางด้านภาษาได้ปรากฏขึ้นในปริมาณรองลงมา โดยมีการวิจัยทั้งที่เกี่ยวกับภาษาถิ่นในท้องถิ่นต่าง ๆ และภาษาของชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม เช่น ภาษาของชาวเล และภาษาของชาวไทยมุสลิม เป็นต้น ๔) งานวิจัยด้านศิลปกรรมและโบราณคดี เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณน้อย ผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมด้านศิลปกรรมที่ได้ปรากฏขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับศิลปหัตถกรรม ส่วนงานวิจัยวัฒนธรรมทางด้านโบราณคดีนั้น ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวเนื่องกันกับวัฒนธรรมโบราณที่ปรากฏขึ้นในรรรดาแหล่งโบราณคดี ชุมชนโบราณ เมืองโบราณ และอาณาจักรโบราณต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ๕) งานวัจยด้านการละเล่น ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณน้อย รวมทั้งยังเป็นผลงานทางการวิจัยของวัฒนธรรมภาคใต้ที่มักจะปรากฏขึ้นในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กันกับผลงานประเภท การวิจัยทางวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ ด้วย เช่น ปรากฏขึ้นในผลงานการวิจัยวัฒนธรรมด้านภาษาและวรรณกรรม ในกรณีที่เป็นการศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมสำหรับมหรสพพื้นบ้านบางประเภท เป็นต้น อย่างไรก็ดี การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เนื่องจากการวิจัยตามโครงการนี้ เป็นการวิจัยศึกษาในลักษณะนี้เป็นครั้งแรก จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการสำรวจศึกษา และรวบรวมผลงานวิจัยในขอบเขตที่ศึกษานี้เพิ่มเติมต่อไป โดยอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งจัดพิมพ์รายงานการวิจัยนี้ออกเผยแพร่ เพื่อประโยชน์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และควรจะจัดทำโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง
บรรณิทัศน์งานวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้
ปรีชา นุ่มสุข
โครงการการวิจัย เรื่อง บรรณนิทัศน์งานวิจัยวัฒนธรรมภาคใต้ นี้ ได้ปรากฏขึ้นเนื่องจากได้ตระหนักว่าในภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการศึกษาวิจัยทางวัฒนธรรมมาเป็นเวลาระยะยาวนานแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจและศึกษางานวิจัยทางวัฒนธรรมเหล่านั้นในภาพรวมอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาเพื่อการรวบรวมงานวิจัยเหล่านั้นจัดทำเป็นบรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อเป็นฐานข้อมูลทางการวิจัยและเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์แก่วงวิชาการทางด้านนี้ต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อการสำรวจและศึกษางานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อการรวบรวมงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ เพื่อการจัดทำบรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ และเพื่อการจัดพิมพ์และการเผยแพร่บรรณนิทัศน์งานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ โดยคาดหวังว่าผลการศึกษาวิจัยนี้จะเป็นองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาการวิจัยทางวัฒนธรรมและการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้ โดยการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้อาศัยวิจัยเอกสาร โดยใช้งานวิจัยวัฒนธรรมในภาคใต้ที่เผยแพร่แล้วทั้งหมด นับถึงปีงบประมาณ ๒๕๓๔ (กันยายน ๒๕๓๔) เป็นกลุ่มประชากร ในการรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการสำรวจ ศึกษา และรวบรวมงานวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้จากหอสมุด สถาบัน และหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการจำแนกผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ออกเป็นหมวดหมู่อย่างกว้าง ๆ เป็น ๕ สาขา คือ สาขาแรก ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนา สาขาที่สอง ได้แก่ ความเป็นอยู่และวิทยาการ สาขาที่สาม ได้แก่ ภาษา และวรรณกรรม สาขาที่สี่ ได้แก่ ศิลปกรรมและโบราณคดี และสาขาที่ห้า ได้แก่ การละเล่น ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ สำหรับการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีการเสนอด้วยวิธีการพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) ผลของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ทำให้สามารถสำรวจ ศึกษา รวบรวม และมองภาพรวมผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ของประเทศไทยได้เป็นครั้งแรก ในฐานะของการศึกษาวิจัยชิ้นบุกเบิกชิ้นหนึ่งโดยสามารถที่จะแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมาได้เริ่มปรากฏผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับวัฒนธรรมของภาคใต้ โดยสามารถที่จะจัดแบ่งพัฒนาการของผลงานดังกล่าวออกได้เป็น ๔ ระยะ คือ ระยะแรก (พ.ศ.๒๔๔๕-๒๔๘๓) เป็นระยะเริ่มแรกแห่งการศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ ผู้ศึกษาส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการชาวต่างประเทศ โดยผลงานในระยะบุกเบิกนี้มักจะเป็นรายงานค้นพบมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญในภาคนี้บางส่วน และการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดียที่ปรากฏขึ้นในคาบสมุทรแห่งนี้ ระยะที่สอง (พ.ศ.๒๕๘๘-๒๕๑๔) เป็นระยะที่การศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ ได้สืบเนื่องมาจากระยะแรก ประเด็นที่ศึกษาส่วนใหญ่สืบต่อมาจากระยะแรก นักวิชาการที่ศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวต่างชาติในระยะนี้ได้เริ่มปรากฏให้เห็นการเริ่มต้นขึ้นของการศึกษาในเชิงการรวบรวม ข้อมูลทางวัฒนธรรมการจัดระบบข้อมูลทางวัฒนธรรม และการศึกษาเปรียบเทียบทางวัฒนธรรมตามหลักวิชา รวมทั้งมีการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมที่เนื่องในศาสนาพราหมณ์ ในขณะเดียวกันกับที่ได้ปรากฏการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างดินแดนแห่งนี้กับดินแดนอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ วัฒนธรรมศรีวิชัย ระยะที่สาม (พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๙) เป็นระยะแห่งการเริ่มต้นในการศึกษาวัฒนธรรมของภาคใต้ในแนวลึก และเน้นประเด็นที่มีความจำเพาะเจาะจงมากกว่าระยะที่ผ่านมา โดยเริ่มปรากฏผลงานการศึกษาในรูปของ การวิจัย เกี่ยวกับวัฒนธรรมภาคใต้ขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยที่เกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย และวัฒนธรรมโบราณคาบสมุทรแห่งนี้ ได้ปรากฏผลงานของนักวิชาการชาวไทยมากยิ่งขึ้น ระยะที่สาม (พ.ศ.๒๕๒๐- ปัจจุบัน) เป็นระยะที่การวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ได้เฟื่องฟูขึ้นมากโดยการวิจัยดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นควบคู่กันกับพัฒนาการของการตื่นตัวของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดำเนินงานทางวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานทางวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการด้านวัฒนธรรม การเปิดเรียนในสาขาวิชาเอกทางวัฒนธรรม และการจัดทำเอกสารทางวิชาการด้านวัฒนธรรม เป็นต้น โดยการวิจัยทางวัฒนธรรมได้ก้าวหน้าไปมาก เพราะเป็นหัวใจของการดำเนินงานทางวัฒนธรรมดังกล่าวนั้น ผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมที่ของภาคใต้ที่ปรากฏขึ้นในระยะที่สาม และระยะที่สี่นี้ แต่ละสาขามีลักษณะที่สำคัญหลายประการ กล่าวคือ ๑) งานวิจัยด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนา นับเป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมสาขาหนึ่งที่ได้ปรากฏขึ้นในระยะแรก ๆ ของผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคใต้ รวมทั้งยังปรากฏขึ้นในปริมาณสูงอีกด้วย ประเด็นที่สำคัญที่มีการวิจัยมากที่สุดในภาคใต้สาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกันกับวัฒนธรรมที่เนื่องในศาสนาอิสลามในบริเวณจังหวัดชานแดนภาคใต้ รองลงมาเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์ ตามลำดับ ๒) งานวิจัยด้านความเป็นอยู่และวิทยาการ เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ สาขาที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณมากที่สุด ในบรรดางานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ด้วยกัน ประเด็นที่มีการวิจัยมากที่สุดในสาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับวัฒนธรรมด้านความเป็นอยู่ที่เกี่ยวเนื่องกันกับอาชีพทางการเกษตรรองลงมาเป็นอาชีพในธุรกิจบริการ ส่วนวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับการปกครองก็เป็นประเด็นที่ปรากฏในผลงานการวิจัยในปริมาณสูงอีกประเด็นหนึ่ง ๓) งานวิจัยด้านภาษาและวรรณกรรม เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณสูง โดยปรากฏขึ้นในปริมาณที่เป็นอันดับที่สองรองลงมาจากงานวิจัยด้านความเป็นอยู่ และวิทยาการที่ได้กล่าวมา ประเด็นที่มีการวิจัยมากที่สุดในสาขานี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันกับวรรณกรรม โดยเฉพาะวรรณกรรมที่ได้มีการบันทึกไว้ในเอกสารโบราณที่มีการค้นพบมากในภาคใต้ที่เรียกว่า หนังสือบุด (สมุดข่อย) ส่วนผลงานการวิจัยวัฒนธรรมทางด้านภาษาได้ปรากฏขึ้นในปริมาณรองลงมา โดยมีการวิจัยทั้งที่เกี่ยวกับภาษาถิ่นในท้องถิ่นต่าง ๆ และภาษาของชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม เช่น ภาษาของชาวเล และภาษาของชาวไทยมุสลิม เป็นต้น ๔) งานวิจัยด้านศิลปกรรมและโบราณคดี เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณน้อย ผลงานการวิจัยทางวัฒนธรรมด้านศิลปกรรมที่ได้ปรากฏขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับศิลปหัตถกรรม ส่วนงานวิจัยวัฒนธรรมทางด้านโบราณคดีนั้น ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวเนื่องกันกับวัฒนธรรมโบราณที่ปรากฏขึ้นในรรรดาแหล่งโบราณคดี ชุมชนโบราณ เมืองโบราณ และอาณาจักรโบราณต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ๕) งานวัจยด้านการละเล่น ดนตรี และการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นงานวิจัยทางวัฒนธรรมในภาคใต้ที่ได้ปรากฏขึ้นในปริมาณน้อย รวมทั้งยังเป็นผลงานทางการวิจัยของวัฒนธรรมภาคใต้ที่มักจะปรากฏขึ้นในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กันกับผลงานประเภท การวิจัยทางวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ ด้วย เช่น ปรากฏขึ้นในผลงานการวิจัยวัฒนธรรมด้านภาษาและวรรณกรรม ในกรณีที่เป็นการศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมสำหรับมหรสพพื้นบ้านบางประเภท เป็นต้น อย่างไรก็ดี การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เนื่องจากการวิจัยตามโครงการนี้ เป็นการวิจัยศึกษาในลักษณะนี้เป็นครั้งแรก จึงยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยการสำรวจศึกษา และรวบรวมผลงานวิจัยในขอบเขตที่ศึกษานี้เพิ่มเติมต่อไป โดยอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น รวมทั้งจัดพิมพ์รายงานการวิจัยนี้ออกเผยแพร่ เพื่อประโยชน์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และควรจะจัดทำโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง