พิธีทำขวัญนาค เป็นพิธีที่ทำขึ้นก่อนพิธีอุปสมบท เพื่ออบรมสั่งสอนนาคให้เห็นความสำคัญ ของพระคุณพ่อแม่ตั้งแต่ให้กำเนิด อุปการะเลี้ยงดูมา ด้วยการปฏิบัติตนให้เป็นคนดีอยู่ในพระวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด ขณะอยู่ในเพศของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้เกิดบุญกุศลและผลแห่งกุศลบังเกิดแก่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด อุปการะเลี้ยงดูมา เป็นการทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ ตามคติความเชื่อโบราณของชาวพุทธ ชายที่มีอายุครบบวช (๒๐ ปีบริบูรณ์) ต้องอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์เพื่อตอบแทนพระคุณของพ่อแม่

เครื่องอุปกรณ์ในพิธีทำขวัญนาค
        ๑. บายศรี (ใช้ใบตองประดิษฐ์)
        ๒. ผ้าแพรคลุมบายศรี
        ๓. แป้งเจิม
        ๔. แว่นเวียนเทียน ๓ แว่น
        ๕. ถังข้าวสาร
        ๖. เทียนชัย (เทียนเล่มใหญ่ ๑ เล่ม)
        ๗. เครื่องสังเวย (ข้าว ขนม ไข่ ฯลฯ)
        ๘. ใบตอง(ยอดตอง) ๓ ทาง
        ๙. ด้ายสายสิญจน์
        ๑๐. น้ำมนต์
        ๑๑. พระพุทธรูป
        ๑๒. โต๊ะหมู่บูชา
        ๑๓. อาสน์สงฆ์

ผู้ประกอบพิธี
        พิธีสงฆ์ พระสงฆ์ประกอบพิธี ใช้พระสงฆ์จำนวน ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป ก็ได้ ตามความเหมาะสมแต่ที่นิยมใช้ ๙ รูป พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ทำน้ำพุทธมนต์มนต์เพื่อเป็นสิริมงคลจะทำก่อนพิธีทำขวัญนาค
        พิธีทำขวัญนาค หมอขวัญ(หมอขวัญนาค)เป็นผู้ประกอบพิธี เรียกสั้น ๆ ว่า หมอขวัญ หมอขวัญจะเริ่มพิธีต่อจากพระสงฆ์ หลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เรียบร้อยและกลับวัดแล้ว

ช่วงเวลาที่จัด
        การทำพิธีทำขวัญนาค จะทำในช่วงก่อนที่นาคจะทำพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุไม่จำกัด ช่วงเวลา ทำเมื่อใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของเจ้าภาพและผู้บวช

ความสำคัญ
        พิธีทำขวัญนาค ทำขึ้นเพื่อสอนนาค หรือเตรียมตัวนาคก่อน ที่จะสละเพศฆราวาสเป็นเพศบรรพชิต ให้ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี และอยู่ในพระวินัยของสงฆ์อย่างเคร่งครัด เพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อแม่

ขั้นตอนการทำขวัญนาค
        ๑. วันสุกดิบ (วันเตรียมงาน)
        ประเพณีวัฒนธรรม พิธีทำขวัญนาค ก่อนจะทำขวัญนาคทางบ้านเจ้าภาพจะต้องเตรียมสถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ให้พร้อม จึงต้องมีวันสุกดิบ หมายถึงวันลงครัวสมัยก่อนวันนั้น จัดพิธีที่บ้าน ต้องตกแต่งบริเวณที่ทำพิธีให้เรียบร้อย ทำความสะอาดตกแต่งประดับประดาธง ธงชาติ ริ้วต่าง ๆ จัดที่พระ โต๊ะหมู่บูชาไว้ให้พร้อมก่อนถึงวันพิธี ที่สำคัญที่สุดในพิธีต้องมีบายศรี ต้องหาผู้ที่มีฝีมือดีในการทำบายศรี
        ๒. พิธีทำขวัญนาคและขั้นตอนการทำพิธี
        เมื่อถึงวันพิธีทำขวัญนาค พอถึงเวลาทำขวัญนาคจริง ๆ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เมื่อทำพิธีทางสงฆ์เสร็จเรียบร้อยและกลับวัด หลังจากพระสงฆ์กลับวัดแล้ว หมอขวัญ (หมอขวัญนาค) ผู้ทำพิธีจะเริ่มพิธีทำขวัญนาค นำนาคเข้ามาทำพิธี นั่งเรียบร้อย ได้ทิศได้ทางแล้ว ก็เริ่มทำพิธีการตามวิธีของหมอตั้งแต่นำน้ำพระพุทธมนต์ที่พระสงฆ์ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ไว้ มาประพรมเครื่องประกอบในพิธีทั้งหมด ขณะประพรมน้ำพระพุทธมนต์จะว่าคาถากำกับ"สัพเพ พุทธา พลัปปัตตา ปัจเจกนัญจะยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขังพันทามิ สัพพะโส" แล้วจึงทำพิธีจุดเทียนชัยบนยอดบายศรีเป็นลำดับแรก (ผมบอกแล้วว่าบนยอดบายศรี มีเทียนชัย ๑ เล่ม ผมเข้าไปถึงกราบทำความเคารพ บูชาพระรัตนตรัย) จุดเทียนชัยใช้เทียน ชนวนจุดเทียนชัยก่อน การจุดเทียนชัยต้องว่าคาถากำกับว่า "พุทโธ สัพพัญยุตยาโน ธัมโม โลกุตโรวโร สังโฆ มัคคผรัตโถจะ อิจเจตัง รตนตยังตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพทุกขา อุปัฏทวา อันตรายา จนิจสันตุ สัพพโสตถี ภวันตุเต" แปลเป็นภาษาไทยว่า "ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย ช่วยปกปักรักษา กำจัดซึ่งทุกข์ภัยทั้งปวง ที่คนมาประชุมที่นี้" หมายความว่าทุกข์ภัยทั้งหลายอย่าได้มี เมื่อเสร็จพิธีจุดเทียนชัย พิณพาทย์จะรับทำเพลงมหาฤกษ์มหาชัย แล้วตั้งนะโมว่า(แหล่)ทำขวัญ เริ่มว่า(แหล่)บทชุมนุมเทวดา มีบทที่สำคัญ ๆ บทหนึ่ง บทแรกบทอาราธนาคุณพระรัตนตรัย แล้วเชิญเทวดาในตัว (แหล่เป็นทำนอง)
        "นะโม นมัสการ ขึ้นเหนืออุตมางคสิโรจน์ ด้วยจิตของข้าพเจ้าเปรมปรีปราโมทย์ มะโนสาระจำนง แห่งบรมกษัตริย์ขัตติยะวงศ์อันเรืองเดช อีกทั้งท้าวไทเทเวศร์ทุกทิศา
        สัคเค เทพยเจ้าอยู่ที่ชั้นฉะกามาพจรสวรรค์ กาเมอยู่ในกามภพอนันต์จังหวัดวง จะรูเป เทพยเจ้าดำรงอยู่ในรูปธรเขา..................
        และจบลงด้วยการว่า(แหล่)บทสุดท้ายของชุมนุมเทวดา"ข้าพเจ้าขออัญเชิญเทพยดาทั้งปวงนี้ จงมาประชุมช่วยพ่อนาค ผู้จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ให้เธอตัดบ่วงล่วงลุกิเลส ให้ข้ามขันธ์ขอบเขตศิวโมกข์ โอฆะสงสาร ให้ถึงฝั่งพระนิพพานในครั้งนี้" ให้ลั่นฆ้องขึ้น ๓ ที โห่ร้องอวยชัย (บทพูด) พิณพาทย์รับทำนองเพลงสาธุการต้อนรับเทวดา
        ต่อไปพูดถึงเรื่องการเกิด คนจะเกิดมาได้ต้องดำเนินตามขั้นตอน ต้องถึงเวลาเกิด พ่อแม่เกิด(ให้กำเนิด)เสร็จแล้ว ให้ความอุปการะเลี้ยงดู ในตอนนี้เรียกว่าบทเนื้อความพรรณนา คุณพ่อแม่ เริ่มต้นด้วยการบูชาพระรัตนตรัย "โย พุทโธ อันว่าสมเด็จพระศรีสรรเพชรพุทธองค์ ทรงพระคุณนาม ๑๐ ประการ พระคุณนามเบื้องต้นเป็นประธาน คือพระอรหัง โยสันนิสินโน พระพุทธองค์ทรงสถิตนั่งเหนือรัตนะ บัลลังก์อันวิจิตร อันประกอบด้วยบุญฤทธิ์ บารมี วะระ โพธิมูเลภายใต้ควงไม้พระศรีรัตนะมหาโพธิพฤกษ์มณฑล มารังสะเสนังยังพระยามารกับพวกพล ให้วินาศหลีกหนีด้วยพระสมติงสะบารมี ที่สร้างสมพระองค์ใด ตังปะนะมามิพุทธัง ข้าพเจ้า ขอน้อมเศียรศิโรตม์ไหว้วันทนิยะบูชา ด้วยกายวาจามะโนจำนงพระองค์นั้น.............."
        ต่อไปเป็นการพรรณนาการกำเนิด เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในครรภ์มารดา " พ่อนาคเอ๋ย เมื่อพ่อจะเข้าสู่ครรภ์มรดา ท่านเปรียบประหนึ่งว่าน้ำคาวที่ล้างเนื้อ เมื่อเจือจานน้ำนั้น อยู่มินานก็ขุ่นข้นเป็นโลหิต ครั้นขุ่นแข้นตั้งติดเป็นไขข้น ก็บังเกิดเป็นปฏิสนธิสัตว์ในครรภ์ ครั้นกำหนดได้เจ็ดวันให้เกิดมงคลหลากจิตชนนี นิยมให้เกิดบุพพนิมิตแหละความฝัน โลหิตย่อมแปรผัน เป็นที่ถนัดแน่ในน้ำใจ ..........................................."
        เมื่อเกิดแล้วต่อไปเป็น(แหล่)บทเลี้ยงดู "จนเจ้าคลอดออกจากครรภ์มารดา รู้ว่าเป็นชายโสภาแสนปราโมทย์ หวังจะได้เข้าโบสถ์บวชเป็นสงฆ์ ทั้งแม่หมอและญาติวงศ์ก็วุ่นวายบ้างก็รับพ่อมาอาบน้ำชำระกายหมดมลทิน ญาติก็ช่วยกันทาขมิ้นดินสอพอง แล้วก็เอาใส่เบาะรองให้เจ้านอน ยามเมื่อเจ้าร้องไห้อ้อน แม่ก็ประคองให้เจ้ากินนม ถึงเจ้าจะถ่ายขี้เยี่ยวอาจมแม่ก็ถือ สู้เอาฝ่ามือขึ้นถูล้าง ยกลงอ่างแล้วอาบน้ำ ค่อยขัดสีฉวีวรรณให้ผุดผ่อง เอาขมิ้นดินสอพองชโลมทา แล้วก็กอดประทับกับอุระให้เจ้านอน อือ ออ พ่ออย่าอ้อนนอนให้สบาย แล้วแม่ก็ค่อยประคองกายยกใส่เปล จึงกล่อมว่า โอละช้า โอละเห่ ใส่เปลไกว .........................................."
        และลงท้ายด้วย(การแหล่)บทกล่อมลูก "ยามดึกดื่นไก่ก็มาขันอยู่กึกก้อง เสียงตุ๊กแก มันมาร้องตามวิสัย ขวัญเจ้าจะตกใจสะดุ้งผวา แม่ก็อุ้มเจ้าเข้ามาวางไว้บนตัก ค่อย ๆ ประจงจูบลูบพักตร์แล้วรับขวัญ ค่อยเห่กล่อมให้ลูกนั้นนิ่งนิทรา จะไปไหนไม่ช้ากลัวเจ้าจะอาวรณ์ โอ้ลูกรักของแม่นี้ยังอ่อนจะหิวนม รักแสนรักเฝ้าเชยชมทุกเวลา จนเจ้าเจริญวัยชันษาขึ้นเติบใหญ่ ใจแม่ก็ไม่วายเฝ้าพันผูก ยังคงรักคงห่วงลูกอยู่อัตรา เป็นนิจนิรันดร์มาจนบัดนี้" ให้ลั่นฆ้อง ๓ ที โห่ร้องอวยชัย พิณพาทย์รับ
        ต่อไปเป็นบทสอนนาค ซึ่งเป็นบทสุดท้ายของบทเนื้อความ "ผมมาทำขวัญในวันนี้จะขอชี้พอเป็นช่อง ผิดชอบชั่วดีมีทำนอง ถ้าแม้นบกพร่องต้องขออภัย เราบวชเป็นพระสละกิเลส เข้าถือเพศพรหมวิสัย ต้องฝึกหัดดัดกายใจ ให้ต้องความนัยประเพณี ต้องศึกษาหาความรู้ เร่งหาครูผู้เมธี ศึกษาธรรมพระคัมภีร์ เอกโทตรีเรียนนักธรรม ทุกเช้าค่ำอย่าดูดาย อย่าบวชเล่น แต่ภายนอก บวชหลอก ๆ ไร้ความหมาย ต้องบวชในใสทั้งใจกาย พ่อจึงจะได้ซึ่งบุญญา ต้องศึกษาปฏิบัติ ข้อกิจวัตรไตรสิกขา บิณฑบาตรกวาดวัดวา หมั่นวันทาพระมุนี ต้องสำรวมกายวาจาใจ จะทำอะไรให้ถ้วนถี่ จงพินิจคิดดูให้ดี อย่าทำบัดสีไม่น่าดู กระโดดโลดเล่นเต้นคองก้า คะนองกายา น่าอดสู เต้นระบำทำท่าไม่น่าดู เพราะเรานี้อยู่ในพรหมจรรย์ อีกต้องสำรวมเรื่องวาจา จะพูดจะว่าอย่าหุนหัน อย่าพูดพล่อย ๆ ค่อยจำนรรจ์ มีความสำคัญเรื่องปากตน คะนองปากมากกิเลส มันเป็นเหตุให้ปี้ป่น เราเป็นพระอย่าซุกซน ร้องเพลงสากลเพลงรำวง ต้องมีสติตริระลึก เราต้องนึกว่าเป็นสงฆ์ อย่าเผลอจิตคิดทะนง ร้องเพลงรำวงแทนสวดมนต์ มันจะแย่นะพ่อนาคจ๋า เราบวชเข้ามาเพื่อหวังผล ทำไม่เข้าท่าจะพามืดมน ไม่บังเกิดผลกับขาดทุน ทั้งพ่อแม่และญาติมิตร ที่ตั้งจิตมาอุดหนุน เพราะหวังกุศลเอาผลบุญ ถ้าพ่อขาดทุนแล้วจะได้อะไร
        เมื่อมืดค่ำจะจำวัด จงมัธยัสถ์ให้จงได้ จงตรองให้เห็นเป็นข้อตาย ท่านอธิบายทั้งอรรถทั้งแปล ................................"
        พูดถึงเรื่องการเกิด คนที่จะเกิดมาได้ต้องดำเนินตามขั้นตอน ต้องถึงเวลาเกิดพ่อแม่เกิด(ให้กำเนิด)แล้ว ต้องให้ความอุปการะเลี้ยงดู เมื่อพรรณนาคุณพ่อแม่แล้ว ก็ถึงตอนที่จะเบิกบายศรี การพรรณนาเริ่มตั้งแต่ชุมนุมเทวดาไปจนถึงคุณพ่อแม่ การพรรณนา(แหล่)เป็นบทประพันธ์โบราณเป็นร่ายยาว เวลาพูด(ใช้ทำนองหรือแหล่)หมอจะว่า(แหล่)ให้เสนาะไพเราะเพราะพริ้ง ใครเสียงดีอย่างไรก็ว่ากัน ว่าจริง ๆ ก็ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ที่ผมทำ พอเสร็จจากการว่าแล้ว ถึงตอนสำคัญจะเบิกบายศรี ต้องมีพิธีตอนจะเข้าพิธี (พิธีของผมนะ)
        ต่อไปเป็นการทำพิธีกรรมเกี่ยวกับบายศรี เบิกบายศรี โบราณกำหนดไว้ให้ บายศรี มีเครื่องประกอบด้วยใบตอง เครื่องสังเวยต่าง ๆ มีเทียนชัยอยู่บนยอด บายศรีจะมีผ้าหุ้มอยู่ เบิกบายศรี คือ เปิดผ้าหุ้มบายศรี จะเบิกบายศรีก็มีแหล่สมมุติบายศรี ก่อนจะแหล่สมมุติบายศรีจะแหล่เรียกขวัญพ่อนาคก่อน ในลำดับต่อไปเป็นเรื่องกำหนดพิธีกรรมเบิกบายศรี
        "พอเสร็จสรรพประดับบายศรี เอายอดตานีที่เขียวอ่อน สอดสลับซับซ้อน สะอาด อ่อนโอบพัน เอาภูษาคลุมผ้าปิด แลดูวิจิตรลายสุวรรณ ทุกสิ่งสำอางเหมือนอย่างสรร รสร่ำสุคันธโรยริน ประหนึ่งภาพมาเนรมิต จากชั้นดุสิตสวยสิ้น วิไลเลิศเฉิดฉิน ไม่มีราคินจะระคน ประสาทสรรกลิ่นสี ตั้งในพิธีมณฑล ประสิทธิเสริมเพิ่มผล ในงานมงคลประจำวัน แห่งพ่อนาคเวลานี้ ได้ฤกษ์ดีจะทำขวัญ รวมโชคชอบประกอบกัน จะได้ทำขวัญและเวียนเทียน
        ครั้นได้มหาพิชัยฤกษ์แล้วพร้อมสรรพ ทั้งโหรพราหมณ์ก็พร้อมกันประชุมนั่ง หวังจะอวยพรให้พ่อนาคกุมาร ท่านจงให้อัศขวัญ ให้ทันเพลงกาลอุดมฤกษ์ ณ บัดนี้
        ต่อไปเป็นบทเรียกขวัญพ่อนาค "แต่ก่อนขวัญเจ้าเอ๋ย ขวัญเจ้าเคยลุ่มหลงด้วยโลกีย์ เกิดกำหนัด ย่อมอาลัยในสมบัติทุกสิ่งสรรพ์อันอุดม
        ขวัญเจ้าเอย ขวัญเจ้าอย่าหลงหล่นในแนวหนองคลองละหาร ตามท้องธารที่โกรกไกร มีชลใสไหลริน ๆ อีกมุจลินทร์อโนดาต แสนสะอาดด้วยลำธาร ............................."
        และบทสุดท้ายเป็นการให้พรนาค "สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาโภ ชะโยนิจจัง ข้าพเจ้าสอนแล้ว พ่อนาคอาจจะลืมเสียดอกกระมัง ข้าพเจ้าสอนทุกสิ่งอย่าง สุดจะสั่งสอนทุกประการ ขอเชิญท่านโหราจารย์ จงจุดเทียนเวียนซ้ายไปขวา กระทำมะโหรีปี่ชะวาบรรลือเสียง แซ่สำเนียงด้วยเสียงสรรพดนตรี กลองแขกคู่โยนตียักย้ายเพลง เสียงครื้นเครงแซ่ซ้องบ้างก็พิฆาตฆ้องอยู่หึ่ง ๆ บ้างก็ขานโห่อยู่อื้ออึง ด้วยสรรพสำเนียงเสียงดนตรี ดุจประโคมสมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาจารย์ เมื่อแรกตรัสรู้ เสด็จประทับเหนือรัตนบัลลังก์วิเชียรพราย เหล่าโลก สมมุติกันว่าดนตรีนี้แหละเป็นมงคล หญิงชายประชาชนและชาวบ้าน ก็พากันแซ่ซ้องสาธุการ ตามโบราณประเพณี" ให้ลั่นฆ้องขึ้น ๓ ที โห่ร้องอวยชัย พิณพาทย์รับ (บทพูด)
        เมื่อเสร็จพิธีแหล่พรรณนาบทเนื้อความแล้ว ใช้เวลาทำพิธีช่วงนี้ประมาณ ๒ ชั่วโมงกว่าต่อไปในช่วงนี้ หมอขวัญ(หมอขวัญนาค) จะทำพิธีเบิกบายศรี(ตามภาษาที่ใช้กัน) บายศรีเป็นพิธีพราหมณ์ หมอก็จะต้องเริ่มร้องเพลงทำนองนางนาคเบิกบายศรี (ถ้ามีเครื่องดนตรี ดนตรีเขาบรรเลงตอนเบิกบายศรี)"ครั้นได้เวลามหาฤกษ์ ท่านโหราให้ฤกษ์เบิกบายศรี จึงหยิบแว่นบริสุทธิ์ จุดอัคคี ได้ฤกษ์ดีสับเปลี่ยนเวียนกันไป" แล้วปล่อยแว่นเทียนทั้ง ๓ แว่น ๙ เล่ม ระหว่างปล่อยแว่นเทียนแต่ละแว่นนั้น หมอจะร้องเพลงนางนาคต่อจนกว่าจะครบ ๓ รอบ ๗ รอบตามที่กำหนดพอส่งแว่นเวียนเทียนให้ผู้รับ (ต้องจำไว้ปล่อยเทียนแว่นที่หนึ่ง ต้องให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่มารับเทียน (แว่นเทียน) คนนั้นต้องไม่ดื่มสุราด้วย มารับแว่นเทียนจากผมแล้วนำไปเวียน ๓ รอบ ๗ รอบ) เมื่อหมอขวัญร้องส่ง ในช่วงที่พิณพาทย์รับและบรรเลงเพลง หมอจะทำพิธีเบิกบายศรี

พิธีเบิกบายศรี
        พิธีเบิกบายศรี หมอขวัญ(หมอขวัญนาค)จะทำพิธีเบิกบายศรี(ตามภาษาที่ใช้กัน) บายศรี เป็นพิธีพราหมณ์ หมอก็จะต้องเริ่มร้องเพลงทำนองนางนาคเบิกบายศรี (ถ้ามีเครื่องดนตรี เขาบรรเลงตอนเบิกบายศรี) หมายถึงเอาผ้าคลุมหุ้มบายศรีออก ตอนนั้นเข้ายังหุ้มผ้าไว้เมื่อนำผ้าหุ้มออกแล้ว หลังเบิกบายศรีแล้ว ตอนนี้มีพิธีอย่างหนึ่งเรียก"พิธีอุ้มตองขวัญ"

พิธีอุ้มตองขวัญ
        พิธีอุ้มตองขวัญ คือเอาใบตอง ๓ ยอดที่หุ้มข้างใน ออกมาวางซ้อนกันให้เรียบร้อยเป็นทางเดียวกัน ให้ดีเป็นระเบียบ แล้วลงอักขระด้วยแป้งเจิม ว่า "มะ อะ อุ" ลง"มะ"ยอดแรกลง"อะ" ยอดที่สองและลง"อุ"ยอดที่สามอย่างละคำบนใบตองแต่ละทาง เมื่อลงอักขระเรียบร้อยดีแล้ว ก็ซ้อนใบตองตั้งแต่ยอด"มะ"อยู่บน ยอด"อะ"อยู่กลาง และยอด"อุ"อยู่ล่างสุด แล้วก็ม้วนยอดตองให้กลม เอาผ้าที่หุ้มบายศรีนั้นมาหุ้มให้กลม ให้เรียบร้อย หุ้มตามความยาวของใบตอง (เลย)ไม่ต้องพับ เมื่อหุ้มเสร็จเอาใบตองที่หุ้มแล้ว ไปให้นาคอุ้มเข้าไว้ (อุ้มประคองอย่างนี้ คุณลุงอุดมทำท่าอุ้มให้ดูเหมือนอุ้มเด็ก) อันนี้หมายความว่า ให้นาคได้รู้สึกถึงบุญคุณของพ่อแม่ที่อุ้มท้องประคองเลี้ยงมา ประมาณ ๘-๙ เดือน ในช่วงนี้แม่จะได้รับความทุกข์ทรมานมาก ที่ต้องตั้งครรภ์ ประคองครรภ์ รักษาครรภ์ด้วยความรักลูกในครรภ์ แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ครรภ์อยู่ได้ปลอดภัย ให้คลอดลูกได้เป็นปกติในช่วงนี้เขาจึงให้นาคอุ้มใบตองขวัญเรียกว่า"อุ้มตองขวัญ" เพื่อแทนว่าแม่ที่อุ้มท้องมาจนกว่าจะคลอด ในช่วงนี้ก็ทิ้งปริศนาว่า พ่อแม่ได้อุ้มท้องมาอย่างนี้ ลำบากอย่างนี้ ให้อุ้มเป็นสัญลักษณ์เป็นความหมาย ไม่ใช่อุ้มเพื่ออะไร ให้เป็นความหมายว่าการอุ้มท้องของแม่ ประมาณสัก ๘ เดือน ๙ เดือน ลำบากแค่ไหน (ให้เธอลองดูบ้างขณะที่ทำพิธีมันเมื่อยขบแค่ไหนให้ลองดูแล้วกัน) นี่เป็นความหมายที่โบราณกล่าวไว้ ใบตอง ๓ ยอด(ทาง) ให้นาคอุ้มไว้จนกว่าพิธีจะเสร็จ ผ้าที่ใช้หุ้มกำหนดกว้างยาวให้พอหุ้มไม่กำหนดสีเว้นสีดำ ส่วนใหญ่ใช้สีตามวัน นาคต้องอุ้มจนกว่าพิธีจะเสร็จเมื่อให้นาคอุ้มตองขวัญแล้ว หมอก็จะเริ่มทำพิธีป้อนนาค

พิธีป้อนนาค
        พิธีป้อนนาค ต้องมีมะพร้าวอ่อนเปิดฝาไว้เรียบร้อย หมอจะต้องทำพิธีตักเครื่องสังเวย ที่อยู่ชั้นบนสุดของบายศรีใส่ลงในมะพร้าวอ่อน หมายความว่าไม่ใช่ตักจริง ตักหลอก มีหมอโบราณไม่เข้าใจความหมายนี้ ตักจริง ๆ เลย เอาขนม ไข่มาใส่ในน้ำมะพร้าวอ่อน(ตายเลย) ไม่ถูกแล้วกินไม่ได้ ผมทำพิธี พิธีมีตักหลอก มีลีลาอยู่ (คุณไม่ได้เห็นพูดไม่ถูก) ตักจากบายศรีใส่ในน้ำมะพร้าวอ่อน ผมก็นำไปป้อนนาค ในนั้นมีแต่น้ำมะพร้าวอ่อนอย่างเดียว ผมเอาน้ำมนต์ใส่ด้วยนิดหนึ่งแล้วไปป้อนนาค ผมประยุกต์เรียกว่าประยุกต์แล้ว เมื่อก่อนโบราณเอาขนม เอาไข่ใส่จนน้ำมะพร้าวเป็นโคลน นาคผู้ดีก็อาเจียน(อ๊วก) ผมประยุกต์ตักหลอก นี่ที่ผมแก้แล้ว ผมไปป้อนแต่น้ำมะพร้าวอ่อนอย่างเดียว น้ำมะพร้าวอ่อน มีความหมายว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์ น้ำที่บริสุทธิ์ไม่มีน้ำใดบริสุทธิ์เท่าน้ำมะพร้าวอ่อนแล้ว ในบรรดาน้ำทั้งหลายที่เป็นน้ำธรรมชาติ นึกถึงว่าถ้าได้ดื่มเหมือนกับรสพระธรรม คนดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเหมือนกับดื่มรสพระธรรม เมื่อพระธรรมเข้าถึงจิตใจแล้วก็เป็นคนดีได้ถือว่าเป็นมงคลแล้ว ผมก็ใส่แต่น้ำมะพร้าวอ่อนขนมไม่ใส่ไม่เอา ประยุกต์แก้ให้มันเหมาะสมแก้ได้ (นาคผู้ดี(แย่เลย) ผมไปว่า(บอก)เขา ไปสอนเขา นี่พิธีมากแล้วทีหลังอย่าทำ) ทำแต่พิธีนำน้ำมะพร้าวอ่อนไปป้อน ถ้าเป็นนาคเดี่ยวหมายถึงนาคองค์เดียว ป้อนน้ำมะพร้าวอ่อน ๓ ช้อน หลังจากป้อนน้ำมะพร้าวอ่อน ทำพิธีแล้วในช่วงนี้หมอขวัญนาคจะร้องเพลงนางนาคส่งตลอด พิณพาทย์จะรับตลอดกว่าจะจบพิธี ในช่วงนี้หมอขวัญนาคจะทำพิธีเจิมนาค

พิธีเจิมนาค
        พิธีเจิมนาค เมื่อป้อนนาคเสร็จแล้วก็ถึงพิธีเจิมนาค แป้งเจิมเตรียมไว้พร้อมแล้วก่อนจะเจิมนาคต้องเจิมบายศรีทุกชั้นก่อน จะเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น (เจิมตั้งแต่ชั้นยอดสุดถึงชั้นล่างสุดชั้นละ ๑ ครั้ง ๑ จุด) เมื่อเจิมบายศรีเสร็จแล้วจึงเจิมนาค เขียนเครื่องหมายจุดเดียวเขียนเป็นอุณาโลม(เลขเก้าไทย) บนหน้าผาก การเจิมนาคไม่ใช่เจิมแบบเจิมบ่าวสาวในพิธีแต่งงาน (ต้องเจิมสามจุด เจิมจุดล่าง ๒ จุดซ้ายขวาแล้วเจิมจุดบน) แต่เจิมนาคด้วยการเขียนอุณาโลมเลขเก้าไทยที่หน้าผาก เวลาเจิมต้องว่าคาถากำกับ ว่า"อุณาโลมา ปนชายเต" แล้วเขียนเลขเก้าไทยที่หน้าผาก (ถ้าไม่มีอะไรเขียนให้ใช้ก้านใบเงิน ใบทองเขียน) หมายถึงเป็นมงคลมาบังเกิดเป็นอุณาโลม อุณาโลมหมายถึงเลขเก้า เลขเก้า หมายถึงโลกุตตระที่เกิดบนหน้าผาก เมื่อเจิม(เขียนเลขเก้า)นาคเสร็จแล้ว พิธีเวียนเทียนจะครบ ๓ รอบแล้ว หมอก็เรียกเทียนกลับ เมื่อเทียนกลับมาพร้อมทั้ง ๓ แว่นแล้ว หมอก็รวมเทียนทั้งเก้าเล่ม มาผนึกให้เป็นเล่มเดียวกัน เมื่อรวมเทียนเสร็จแล้วก็ทำพิธีเป่าควันเทียน

พิธีเป่าควันเทียน
        พิธีเป่าควันเทียน หลังจากที่รวมเทียน ๙ เล่ม ให้เป็นเล่มเดียวกันแล้ว เปลวเทียน ในขณะนั้นยังสว่างอยู่หมอขวัญผู้ทำพิธีต้องทำพิธีเวียนเทียนรอบบายศรี ๓ รอบก่อนเวียนจากขวาไปซ้าย เมื่อครบ ๓ รอบแล้ว หมอจะทำพิธีที่หลักบายศรีว่าคาถาดับเทียนเวียน"สัพพโร วินิมุตโต สัพพสันตา ปวชิโต สัพเวร มติกันโต นิพพุโต จตุวัง ภว"แล้วเป่าควันเทียนเข้าที่บายศรีก่อน การเป่าควันเทียนนี้ หมอจะมีลีลา (หมอขวัญจะพนมมือย่อตัวเป่าควันเทียนที่บายศรี ตั้งแต่ชั้นล่างสุดแล้วค่อย ๆ ยืน เมื่อถึงชั้นบนสุด) แล้วจึงกลับมานั่งคุกเข่าซ้ายตั้งเข่าขวา หรือจะนั่งท่าพรหมก็ได้ พนมมือถือเทียนตรงหน้านาค ว่าคาถาดับเทียนเวียน "สัพพโร วินิมุตโต สัพพสันตา ปวชิโต สัพเวร มติกันโต นิพพุโต จตุวัง ภว" แล้วเป่าควันเทียนเข้าที่หน้านาค แล้วไปทำพิธีเป่าควันเทียนที่บายศรี อีก ๑ ครั้ง แล้วกลับมาทำพิธีเป่าควันเทียนหน้านาคอีก ๑ ครั้งสลับกันจนครบ ๓ ครั้ง พิธีนี้จะหมดแล้วในช่วงนี้ หมอจะร้องเพลงนางนาค เขาบรรจุไว้ให้พอเวลากันต้องร้องเพลงนางนาคตลอด จนถึงคำสุดท้ายดับเทียนให้นาค

พิธีดับเทียนชัย
        ตอนสุดท้ายของการทำขวัญนาค เจ้าพิธีกรหรือหมอขวัญนาคจะต้องทำพิธีดับเทียนชัยที่อยู่บนยอดบายศรี เมื่อทำพิธีต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อย หมอขวัญนาคต้องทำพิธีดับเทียนชัย มีคาถาดับเทียนชัยว่า "นะถิเม" ๓ จบ แล้วก็ดับเทียนชัยเป็นเสร็จพิธี"

พิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์
        เมื่อพิธีการต่าง ๆ เสร็จแล้ว หมอขวัญจะประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ญาติมิตรที่อยู่ในพิธี และเครื่องประกอบการทำขวัญนาคทุกอย่างเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จะมีคาถาว่ากำกับ"สัพเพ พุทธา พลัปปัตตา ปัจเจกนัญจะยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขังพันทามิ สัพพะโส"

พิธีมอบขวัญ
        เมื่อหมอทำพิธีดับเทียนชัยแล้วเป็นเสร็จพิธีเวียนเทียน พิธีการทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว หมอจะไปรับเอาตองขวัญที่นาคอุ้มคืนกลับมามาให้พ่อแม่ ให้พ่อแม่นำไปวางไว้ที่หัวนอนในห้องนอนของนาค ๓ คืน วางไว้ที่หัวนอนนาค หมายความว่า"เป็นสิริมงคล" สิ่งนี้ได้เข้าพิธีถูกต้องแล้ว

พิธีลอยตองขวัญและบายศรี
        ตองขวัญ เมื่อนำไปวางไว้ที่หัวนอนนาคครบ ๓ วันแล้ว ต้องนำไปลอยน้ำ พร้อมทั้งบายศรี สำหรับบายศรีให้นำเฉพาะใบตองถอดออกจากหลักแล้วลอยน้ำ เป็นเคล็ดของคนโบราณ บายศรีถือว่าเป็นของสูงไม่ควรทิ้งในที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรลอยน้ำ รวมทั้งใบตอง ๓ ยอด (ทาง) ด้วย เพื่อไม่ให้ทิ้งในที่ไม่ควรทิ้ง แล้วบายศรีก็อันตรายเพราะมีไม้กลัดทั้งนั้นเป็นอันตรายด้วย (ผมคิดถึงข้อนี้ด้วย) ให้ไว้ในที่ปลอดภัย ไว้ตามโคนต้นไม้ใหญ่ ไปลอยน้ำบ้าง ส่วนมากเขาให้ลอยน้ำ ไม่ให้ทิ้งในสถานที่ไม่สมควร เพราะเป็นอันตรายด้วย สิ่งที่เป็นมงคลแล้วไม่ควรไปทิ้งในที่ไม่สมควร ก็เป็นเสร็จพิธีทำขวัญนาคอย่างย่อ ๆ

สถานที่จัดพิธี
        สถานที่จัดพิธี จัดที่บ้านหรือที่วัดก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก

การประกอบพิธี
        เวลาประกอบพิธี ใช้เวลาประกอบพิธี ๒ ชั่วโมง เคร่งครัดกันทีเดียวกว่าจะเสร็จพิธี ถ้ามีดนตรีบรรเลงก็ประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง

ผู้ประกอบพิธี
        ผู้ประกอบพิธี คือหมอขวัญ (หมอขวัญนาค) ผู้สอนเขา ต้องทำตัวอย่างที่ดี หมอทำพิธี

ผู้ร่วมพิธี
        ผู้ร่วมพิธี คือนาค นาคเป็นคนสำคัญ ญาติผู้ใหญ่มีหรือไม่ก็ได้ แต่ตัวเอกต้องเป็นนาคกับหมอขวัญต้องอยู่ในพิธีนั้น

การสืบทอดพิธี
        การสืบทอด ไม่มีผู้รับ สาเหตุที่ไม่มีเพราะ(ผมมาคิดดูมันยาก) จะร้องให้ถูกต้องชัดเจน และไพเราะมันยากจึงไม่มีผู้รับ (ผมอาศัยเป็นพระ ผมไปหัดเทศน์มา) เสียดายไม่มีใครรับอยากให้แต่ไม่มีใครรับ

ข้อคิดและการประยุกต์ในพิธีทำขวัญนาค
        เมื่อเสร็จพิธีทำขวัญนาคแล้ว ตอนนี้ก็ครบพิธีการที่จะร้องในพิธีนั้นหมดแล้ว เขาก็ถือท้าย ให้โอวาทนิดหน่อย ตามแบบชาวพุทธ ว่าการบวชหมายความว่าอย่างไร บวชอย่างไรให้ถึงเป็นพระ โอวาทนี่ก็พูดเองอาศัยหลักธรรม การบวชเป็นพระต้องเป็นพระที่มี(เปอร์เซ็นต์สูง ๆ หน่อย) การปฏิบัติดีเคร่งครัดพระวินัย การบวชนั้นไม่ใช่บวชให้ ต้องบวชเอาด้วย ถ้าบวชให้อย่างเดียวก็ไม่ใช่พระ ต้องบวชเอาด้วย คือเราต้องทำตัวของเราด้วย คนที่จะแทนคุณพ่อแม่ได้ ต้องทำความดีที่ตัวให้ดีก่อน ไม่มีความดีเลยจะไปตอบแทนอะไรได้ ไม่มีประโยชน์ การบวชพระถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ที่เขาเลี้ยงดูมาจนอายุถึงครบบวช ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศล ตอนที่จะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ก็คือการบวชประเพณีไทยเราถือว่าการบวชเป็นการตอบแทนแต่การจะตอบแทนได้จริง ๆ ต้องอาศัยการปฏิบัติดีของผู้บวชด้วย ไม่ใช่ทำตัวไม่ดีบวชเป็นพระภิกษุแล้ว พ่อแม่ไม่ได้อะไรเลย ผมให้โอวาทตามมติของผมนิดหน่อย วิธีทำขวัญของผมไม่ได้มุ่งลาภยศเลย อันนี้ผิดกับเดี๋ยวนี้ ผมทำขวัญให้สังคมไม่ได้เอาลาภยศขึ้นมาบังหน้า ไม่เอาขึ้นมาตั้งเป็นประเด็นเลย เขามาหาผม ผมทำให้เขาด้วยความเต็มใจ ผมทำให้เพื่อให้เป็นมงคล ผมรู้ว่าหมอขวัญคือใครอ่านตัวเองให้ออก ไม่ใช่อาชีพหมอทำขวัญ คือหมอให้มงคล แม้แต่จะพูด จะร้อง ผมร้องอยู่ในเรื่องนั้น ของผมไม่มีแม้แต่จะแตกเรื่องแตกราว ผมร้องประมาณ ๒ ชั่วโมง ไม่มีข้างนอกเลย ผมไม่ทำ ผมว่าแต่เรื่องนี้ตลอดและผมไม่เรียกร้องเงิน ผิดกับหมอทำขวัญเป็นอาชีพสมัยนี้ ขณะทำขวัญเขาจะมีวิธีเล่นเรียกร้องเอาเงิน ผมทำขวัญมาหลายปี ผมไม่เรียกร้องเงินใครเลย ขณะอยู่ในพิธี นอกจากจะตกลงกันกับผู้มาหาว่าขอค่าป่วยการนิดหน่อย ขณะทำขวัญไม่ร้องเอาเงินใคร ผมว่ามันเหมือนมหาโจร ไปทำอย่างไร ทำตัวอย่างไม่ดี เขาให้ไปทำมงคล เขาให้ไปทำตัวอย่างที่ดีไม่ใช่ทำตัวเหมือนไปปล้นเขา มันเรื่องอะไรต้องไปทำตัวแบบนั้น ทำตัวเป็นขอทาน เขาให้ไปทำตัวอย่างที่ดี ไปทำมงคล ไม่ใช่ทำตัวอย่างที่ไม่ดีแบบนี้ไม่ถูก ผมปฏิวัติ เพราะฉะนั้นผมไปทำขวัญนาคให้ใคร ไม่ต้องกลัว ผมไม่ร้องขอใครด้วย ทำเพื่อให้เป็นมงคลจริง ๆ เลย ทำเพื่อเป็นมงคลไม่ใช่ทำเพื่ออาชีพหรือหวังประโยชน์อะไร อันนี้ผมถือเป็นหลัก ทุกอย่างผมปฏิวัติ ปฏิวัติหมด เพราะฉะนั้นหมอขวัญสมัยปัจจุบันนี้เขาว่าผมเชย ผมยอมรับว่าผมเชย ผมเป็นนักสอนศาสนาไม่ใช่นักเบียดเบียนเขา ผมถืออย่างนี้ นักสอนศาสนาไม่ใช่นักอื่น ๆ เมื่อก่อนการทำขวัญนาค เขาคิดอย่างนี้ เมื่อก่อนการศึกษาไม่ดี พื้นเดิมการศึกษาไม่ดี แล้วเรื่องเกี่ยวกับธรรมะด้วยตำรับตำราไม่มี ดังนั้นจึงต้องหาผู้มีความรู้ ไปหาผู้รู้ที่บวชเรียนมาเพื่อไปสอนลูกเขา เขาให้ไปสอนลูกเขา ทำขวัญนาคไม่ใช่ทำเพื่อสนุก นี่เป็นประเพณีเก่า ผมรักษามาตลอด ต้องทำด้วยจิตเมตตา ต้องนึกว่าตัวเราเป็นนักสอน ต้องทำตัวอย่างที่ดีที่สุด ให้เขาเคารพนับถือจึงจะเป็นมงคลมงคลขวัญนาค ทำพิธีมงคลขวัญนาคทำอย่างไรให้เป็นมงคลขวัญนาค ผมรักษาระเบียบ เขาว่าผมเชย ผมไม่ขอสตางค์เพื่อน ผมยอมรับว่าผมเชยแต่จะรักษาสิ่งนี้ไว้ด้วยชีวิต ชั่วชีวิตผมจะไม่ทำอย่างที่เขาทำ

การทำน้ำพระพุทธมนต์
        พิธีนี้ต้องมีพระมาร่วมพิธี ต้องมีพระมาเจริญพระพุทธมนต์ก่อน ประเพณีเราถือว่าวันพิธีต้องมีพระมาเพื่อเจริญพระพุทธมนต์ก่อน การเจริญพระพุทธมนต์ หมายความว่า พระเป็นผู้ทำน้ำพระพุทธมนต์ไว้ให้ด้วย เราจะได้นำน้ำมนต์มาใช้ผมถืออย่างนี้นะ ผมมีคาถาทำน้ำมนต์มีตำรับตำรา แต่ผมมานึกดูผมไม่ทำ ผมรอให้พระเจริญพระพุทธมนต์ ทำน้ำพระพุทธมนต์ให้เสร็จแล้วเราก็เอาน้ำพระพุทธมนต์จากพระ ผมปฏิวัติเราทำเองจะสู้ผู้ทรงศีลได้หรือ

การกำหนดนิมนต์พระสงฆ์ในงานพิธีกรรม
        การกำหนดพระสงฆ์ในงานพิธีต่าง ๆ ถ้าเป็นพิธีมงคลจะใช้พระคู่ ให้นิมนต์พระคี่(๕ รูป ๗ รูปหรือ ๙ รูป) แล้วรวมกับพระพุทธอีก ๑ องค์ เป็น ๑๐ จึงต้องจัดที่พระพุทธด้วย ถ้าเป็นพิธีงานศพใช้พระคี่ แต่ให้นิมนต์พระคู่ คือนิมนต์ ๔ รูป รวมที่พระพุทธด้วย เป็น ๕ พระพุทธจัดเป็นพระประธาน

ภาคผนวก ก
        ๑. เทียนชัย หมายถึงเทียนมงคลที่ใช้ในการเข้าพิธีและสิ้นสุดการทำขวัญนาค จะต้องใช้เทียนขนาดใหญ่ ๑ เล่ม ปักไว้บนยอดบายศรี เทียนนี้ต้องจุดตลอดพิธีในระหว่างทำพิธีเทียนนี้จะดับไม่ได้ ถ้ามีลมในขณะทำพิธีต้องหาวิธีการที่จะให้เทียนติดตลอดเวลา เทียนชัยจะดับได้เมื่อเสร็จพิธี และหมอขวัญ(หมอขวัญนาค)จะเป็นผู้ทำพิธีดับเทียนเท่านั้น เมื่อพิธีการต่าง ๆ สิ้นสุดลง
        ๒. บายศรี เป็นเครื่องประกอบที่สำคัญที่สุด ในพิธีทำขวัญนาค ต้องมีบายศรีใหญ่เอาผ้าหุ้มไว้ บายศรีมี ๓ ชั้น มี ๕ ชั้น มี ๗ ชั้น ถ้า ๗ ชั้นเป็นเรื่องของเจ้า (พระมหากษัตริย์) แต่ถ้าสามัญชนใช้ ๓ ชั้น ๕ ชั้น ตามประเพณีพื้นบ้านเรา (ผม)ให้ทำเพียง ๕ ชั้น ๓ ชั้น ทำด้วยใบตอง ต้องหาคนมีฝีมือทำ คือทำขวัญนาค แล้วขาดบายศรีไม่ได้ เพราะทำขวัญนาคคือทำพิธีพราหมณ์ หลักบายศรีเหมือนเขาพระสุเมรุ พิธีพราหมณ์กำหนดไว้อย่างนั้น ทำบายศรีจะ ๕ ชั้น ๓ ชั้น ตามแต่ชอบแต่สำคัญมีไว้บรรจุเครื่องสังเวย เครื่องกระยาบว บรรจุตามชั้นของบายศรีทุกชั้น ชั้นสุดยอดมีไข่ลูกหนึ่ง (ไข่ปอกแล้ว ต้มแล้ว สุกแล้ว)เสียบไว้ มีข้าวกระทงหนึ่งไว้ที่ยอดบายศรี ยอดบายศรีต้องติดเทียนชัย เทียนชัยเรียกว่าเทียนเข้าพิธี เทียนชัยเล่มใหญ่หน่อย แล้วเอาผ้าหุ้มบายศรี เมื่อตั้งบายศรีประกอบบายศรีเข้าหลักแล้ว มีผ้าหุ้ม มีเครื่องสังเวยในบายศรีทุกชั้น แล้วก็เครื่องประกอบ ผ้าหุ้มบายศรีโดยมากใช้ทุกสีเว้นสีดำ เมื่อผู้ทำพิธีทำขวัญนาคไปถึงแล้ว จะจัดการหุ้มบายศรี หุ้มบายศรีต้องมีไม้ขนาบ ๓ อัน มีใบตอง ๓ ทางหุ้มไว้ข้างในก่อนหุ้มผ้าบายศรี แล้วเอาผ้าหุ้มข้างนอก นี่พิธีการทางบายศรี แล้วเอาด้ายสายสิญจน์ มัด ๓ เปาะมัดยอด มัดกลาง และมัดตอนล่างของบายศรี เป็นอันว่าเรื่องบายศรีเสร็จกัน
        ๓. เครื่องสังเวย เครื่องกระยาบว
        เครื่องสังเวย คือเครื่องประกอบของบายศรี ที่นำมาบรรจุในชั้นของบายศรีทุกชั้น ได้แก่ ขนม นม เนยต่าง ๆ ขนมต้ม ขนมขาว ขนมแดง ขนมถั่ว งา ขาดไม่ได้ต้องบรรจุไว้ในชั้นของบายศรีทุกชั้น สำหรับชั้นสุดยอดนอกจากขนมดังกล่าวแล้วต้องมี ไข่ต้ม ๑ ลูก (ไข่ปอกแล้วต้มแล้ว สุกแล้ว) เสียบไว้ที่ยอดบายศรี และข้าว ๑ กระทง ไว้ที่ชั้นสุดยอดของบายศรี
        เครื่องกระยาบว คือสังเวยเป็นเครื่องประกอบของบายศรี ทำด้วยผลไม้ที่นำมาแกงบวด เช่น ฟักทองแกงบวด มันแกงบวด เผือกแกงบวด สาเกแกงบวด ฯลฯ เรียกว่า เครื่องกระยาบว สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องสังเวยต้องนำไปบรรจุในชั้นบายศรีทุกชั้นเช่นกัน
        ๔. เครื่องประกอบบายศรี หลักบายศรี ใบตอง(สำหรับพับทำบายศรี) เครื่องสังเวย เครื่องกระยาบว เทียนขนาดใหญ่ ๑ เล่ม ใบตอง(ยอดตอง) ๓ ทาง ผ้าหุ้มบายศรี(ไม่กำหนด สีเว้นสีดำ) ด้ายสายสิญจน์ ไม้ขนาบบายศรี ๓ อัน
        ๕. ใบตองขวัญ(ตองขวัญ) มีใบตอง(ยอดตอง) ๓ ทาง ใบตอง ๓ ทางนี้จะหุ้มบายศรี ไว้ข้างใน เมื่อถึงพิธีอุ้มตองขวัญ หมอขวัญ(หมอขวัญนาค) ต้องนำออกมา นำออกมาซ้อนให้เป็นทางเดียวกัน ซ้อนให้ดีให้เป็นระเบียบซ้อนแล้วนำมาลงอักขระด้วยแป้งเจิมลงคำว่า "มะ อะ อุ" อย่างละคำบนใบตอง(ยอดตอง)แต่ละทาง ทางแรกลงอักขระ"มะ" ทางที่สองลง"อะ" ทางที่สามลง"อุ" วางซ้อนเรียงกันไป มะ อะ อุ ทางแรกจะอยูข้างบนเรียงไปตามลำดับ แล้วม้วนให้กลม เอาผ้าหุ้มบายศรีมาหุ้มใบตองม้วนให้กลม ผ้าหุ้มใช้สีอะไรก็ได้เว้นสีดำ นำไปให้หุ้มตามความยาวไม่ต้องพับใบตอง แล้วนำไปให้นาคอุ้มประคองไว้ในระหว่างทำพิธีจนเสร็จพิธี
        ๖. พิธีป้อนนาค ในสมัยโบราณกำหนดให้มีมะพร้าวอ่อน ๑ ลูก เปิดฝาเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงพิธีกรรมป้อนนาค หมอขวัญ(นาค)จะทำพิธีตักเครื่องเสวยที่บรรจุไว้ในชั้นบายศรีชั้นสุดยอด ลงในมะพร้าวอ่อนก่อน แล้วจึงนำมาป้อนนาค ในสมัยโบราณตักเครื่องสังเวยใส่ลงในน้ำมะพร้าวกันจริง แต่การทำพิธีของคุณลุงอุดม เอี๊ยบทอง ได้ประยุกต์ใช้พิธีตัก(เครื่องสังเวย)หลอก ไม่ตักจริง ป้อนนาคจึงเป็นการป้อนน้ำมะพร้าวอ่อนเท่านั้น นาคเดี่ยวป้อน ๓ ช้อน
        ๗. น้ำมะพร้าวอ่อน พิธีทำขวัญนาคใช้มะพร้าวอ่อนทำพิธี ๑ ลูก น้ำมะพร้าวอ่อน มีความหมายว่าเป็นน้ำบริสุทธิ์ น้ำที่บริสุทธิ์ไม่มีน้ำใดบริสุทธิ์เท่าน้ำมะพร้าวอ่อนแล้ว ในบรรดาน้ำ ทั้งหลายที่เป็นน้ำธรรมชาติ นึกถึงว่าถ้าได้ดื่มเหมือนกับรสพระธรรม คนดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนเหมือนกับดื่มรสพระธรรม เมื่อพระธรรมเข้าถึงจิตใจแล้วก็เป็นคนดีได้ถือว่าเป็นมงคลแล้ว จะใช้ในช่วงพิธีป้อนนาค ป้อนด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน
        ๘. พิธีเจิมนาค ใช้การเขียน แตกต่างจากการเจิมบ่าวสาวในงานมงคลสมรส เจิมสามจุด ล่าง ๒ จุด เจิมจากซ้ายไปขวา แล้วเจิมด้านบนอีก ๑ จุด แต่เจิมนาคใช้การเขียนอุณาโลม เขียนเลขเก้าไทยบนหน้าผาก การเขียนใช้ก้านใบไม้เขียนอาจใช้ ก้านใบเงิน ใบทองได้ การเจิมนาค มีความหมายว่า "ความเป็นมงคลมา บังเกิดเป็นอุณาโลม "อุณาโลม คือ เลขเก้า" "เลขเก้า หมายถึงโลกุตตระที่เกิดบนหน้าผาก"
        ๙. แว่นเวียนเทียน เป็นเครื่องประกอบในพิธีทำขวัญนาคที่สำคัญ หมอขวัญ(หมอขวัญนาค) ผู้ทำพิธีจะเป็นผู้นำมาเอง แว่นเวียนเทียนมีทั้งหมด ๓ อัน ติดเทียนแว่นละ ๓ เล่ม รวมเทียน ๙ เล่ม หมอขวัญนาคจะนำแว่นเวียนเทียนนี้ปักไว้ในถังข้าวสาร และจะนำมาใช้ในช่วงเวียนเทียน
        ๑๐. พิธีเวียนเทียน เริ่มเมื่อการแหล่เนื้อความตอนสอนนาคจบแล้ว หมอขวัญร้องเพลงนางนาคขณะเดียวกันก็ปล่อย(ส่ง)แว่นเทียน ทั้ง ๓ แว่น ให้ผู้มาร่วมพิธีเวียนเทียนจนครบรอบที่กำหนดไว้ ๓ รอบหรือ ๗ รอบ ขณะเวียนเทียนก็จะทำพิธีกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำขวัญนาคสลับกับการร้องเพลงนางนาคไปด้วยจนเสร็จพิธี
        ๑๑. การประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ในพิธีจะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกก่อนเข้าพิธี และเมื่อสิ้นสุดพิธีกรรมต่าง ๆ แล้ว จะประพรมเครื่องประกอบในพิธีที่นำมาเข้าพิธีทั้งหมดก่อนในครั้งแรกก่อนที่จะดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ในพิธีกรรมและเมื่อสิ้นสุดพิธีกรรมประพรมน้ำพระพุทธมนต์อีกครั้ง แต่คราวนี้นอกจากเครื่องประกอบในพิธีกรรมทั้งหมดแล้ว ต้องประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่นาคและผู้ร่วมพิธีกรรมทำขวัญนาคทุกคนด้วย
        ๑๒. คาถาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ขณะประพรมน้ำพระพุทธมนต์ จะมีคาถาว่ากำกับ "สัพเพ พุทธา พลัปปัตตา ปัจเจกนัญจะยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขังพันทามิ สัพพะโส"
        ๑๓. คาถาจุดเทียนชัย ขณะจุดเทียนชัยต้องมีกำกับว่า"พุทโธ สัพพัญยุตยาโน ธัมโม โลกุตโรวโร สังโฆ มัคคผรัตโถจะ อิจเจตัง รตนตยังตัสสะ อานุภาเวนะ สัพพทุกขา อุปัฏทวา อันตรายา จนิจสันตุ สัพพโสตถี ภวันตุเต" แปลเป็นภาษาไทยว่า "ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยช่วยปกปักรักษา กำจัดซึ่งทุกข์ภัยทั้งปวงที่คนมาประชุมที่นี้" หมายความว่าทุกข์ภัยทั้งหลายอย่าได้มี
        ๑๔. คาถาดับเทียนชัย พอว่าคาถาจบให้ดับเทียนชัยทันที "นะถิเม สะระนัง อันยัง พุทโธเม สะระนัง วะรัง เอเต นสัตจวัจเชนะ โหนตุเต ชะยะมัง ฆะรัง นะถิเม สะระนัง อันยัง ธัมโธเม สะระนัง วะรัง เอเต นสัตจวัจเชนะโหนตุเต ชะยะมัง ฆะรัง นะถิเม สะระนัง อันยัง สังโฆเม สะระนัง วะรัง เอเต นสัตจวัจเชนะโหนตุเต ชะยะมัง ฆะรัง"
        ๑๕. คาถาเจิมนาค ขณะเจิมนาค ต้องว่าคาถากำกับ ว่า "อุณาโลม ปนชายเต"แล้วเขียนเลขเก้าไทยบนหน้าผากนาค
        ๑๖. คาถาดับเทียนเวียนหรือคาถาเป่าควันเทียน หมอจะเวียนเทียนจากขวาไปซ้าย ที่บายศรี เมื่อครบ ๓ รอบแล้ว หมอจะทำพิธีที่หลักบายศรีว่าคาถาดับเทียนเวียน"สัพพโร วินิมุตโต สัพพสันตา ปวชิโต สัพเวร มติกันโต นิพพุโต จตุวัง ภว"แล้วเป่าควันเทียนเข้าที่บายศรี และว่าคาถานี้อีกครั้งก่อนจะเป่าควันเทียนที่หน้านาค ทำอย่างนี้จนครบ ๓ ครั้ง
        คำที่ใช้บางคำใช้ศัพท์ไม่เหมือนกันอยู่หลายแห่งในเอกสาร คำให้การผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ทั้งนี้เพื่อคงคำเดิมของผู้ให้สัมภาษณ์ไว้ ผู้เรียบเรียงจึงใช้วงเล็บ ให้คำจำกัดความตามความเข้าใจที่ใช้เฉพาะเรื่องนี้
        ๑. หมอ หมอขวัญ หมายถึงหมอขวัญนาค ผู้ประกอบพิธีทำขวัญนาค
        ๒. ว่า พรรณนา หมายถึง แหล่ พูดเป็นทำนอง
        ๓. ใบตองยอดขวัญ ตองยอดขวัญ ตองขวัญ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน หมายถึง การนำใบตอง ๓ ทาง แล้วลงคาถา"มะ อะ อุ" ทางละคำ แล้ววางซ้อนกันให้เป็นระเบียบเป็นทางเดียวกันตามลำดับเริ่มจากคำว่ามะจะอยู่บนสุด เมื่อวางเรียบร้อยแล้วจึงม้วนให้กลม ๆ แล้วนำผ้าหุ้มบายศรีที่ถอดออกจากบายศรีแล้ว มาม้วนตามความยาวของใบตองให้กลม นำไปให้นาคอุ้ม เรียกว่า ตองขวัญ ตองยอดขวัญหรือใบตองขวัญ
        ๔. พระที่มีเปอร์เซ็นต์สูง ๆ หมายถึงพระที่ปฏิบัติดีเคร่งครัดพระวินัย
        ๕. ใบตอง ๓ ทาง หรือยอดตอง ๓ ยอด หมายถึงสิ่งเดียวกัน

ชื่อ นายอุดม เอี๊ยบทอง
เกิด วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๒๙๙/๑ หมู่ที่๑ ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
สถานภาพ แต่งงาน
ชาติพันธุ์ ไทย
วันที่ให้สัมภาษณ์ วันที่ ๑๒ และ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฟังการว่าคาถากำกับการจุดเทียนชัยของคุณอุดม เอี๊ยบทองได้ในแถบบันเสียงม้วนที่ ๓ หน้า บี
ฟังตัวอย่างการแหล่บทชุมนุมเทวดาของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันเสียงม้วนที่ ๓ หน้าบี
ฟังตัวอย่างการแหล่บูชาพระรัตนตรัย ของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันเสียงม้วน ที่ ๔ หน้า เอ
ฟังตัวอย่างการแหล่พรรณนาการเกิด ของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันเสียงม้วน ที่ ๔หน้า เอ
ฟังตัวอย่างการแหล่พรรณนาการเลี้ยงดู ของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันเสียง ม้วนที่ ๔ หน้า เอ
ฟังตัวอย่างการพรรณนาบทกล่อมลูก ของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันเสียงม้วน ที่ ๔ หน้า เอ
ฟังตัวอย่างการพรรณนาบทสอนนาค ของคุณอุดม เอี๊ยบทอง ได้ในแถบบันทึกเสียงม้วนที่ ๔ หน้า เอ

ฟังตัวอย่างการพรรณนาเรียกขวัญนาค ของคุณอุดม เอี๊ยบทองได้ในแถบบันเสียงม้วน ที่ ๔ หน้า เอ

ฟังตัวอย่างการพรรณนาเรียกขวัญนาค ของคุณอุดม เอี๊ยบทองได้ในแถบบันเสียงม้วน ที่ ๔ หน้า เอ
๑๐
ฟังตัวอย่างการร้องเพลงนาคนาค ของคุณอุดม เอี๊ยบทองได้ในแถบบันทึกเสียงม้วนที่ ๔ หน้า เอ
๑๑
สอบถามเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนหลังอัดแถบบันทึกเสียงแล้ว