การกำหนดฤกษ์แต่งงาน

        ตามปกตินะ เอาตรงนี้ก่อน ผมเป็นผู้สนใจในเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ มาตั้งแต่เดิมแล้ว เมื่อผมบวชเป็นพระก็เริ่มศึกษาประเพณีต่าง ๆ มาตลอด มาตอนหลังมาอยู่ที่นี่ เขาเห็นว่าผมพอมีความรู้ในเรื่องนี้ เขาให้ผมช่วยเวลา เขาจะแต่งงาน เขาก็ให้ผมช่วยหาฤกษ์ให้ การหาฤกษ์แต่งงาน วิธีให้ฤกษ์ ก็หมายถึงว่าให้วันที่ เดือนที่ ปีที่เป็นมงคลพอที่จะแต่งงานได้ คือให้วันที่เป็น มงคล เดือนที่เป็นมงคล ปีที่เป็นมงคล เช่น ประเพณีไทยโบราณจะให้ แต่งงานในเดือนคู่ เช่น เดือนยี่ เดือนสี่ เดือนหก เดือนแปด เดือนสิบสอง ถ้าเดือนคี่ก็จะให้แต่งเดือนเก้าได้ วิธีให้ฤกษ์ในวันนั้นเป็นวันที่สำคัญที่สุด จะต้องมีฤกษ์มอบห้องด้วย ซึ่งในตำราเรียกว่า"ฤกษ์แมลงปอ" ถ้าวันแต่งงานไม่มีฤกษ์มอบห้อง เจ้าบ่าว
ต้องนอนเฝ้าหอ นี่เป็นประเพณีโบราณที่สุดแล้ว ที่นี้เขากำหนดฤกษ์มอบห้องไว้ตายตัว ในตำราว่าถ้าเป็นวันข้างขึ้น ต้องขึ้น ๗ ค่ำ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ถ้าเป็นข้างแรมกำหนดไว้ แรม ๔ ค่ำ แรม ๘ ค่ำ แรม ๑๐ ค่ำ และแรม ๑๔ ค่ำ ถ้าไม่มีวันนี้วันที่กำหนดไว้ แต่งงานจะไม่มีฤกษ์มอบห้อง ถึงฤกษ์อื่น ๆ จะดีหมดแต่ฤกษ์มอบห้องไม่ได้ หมอที่ให้ฤกษ์ต้องดูด้วยว่ามีฤกษ์มอบห้องได้หรือเปล่า ถ้ามอบห้องไม่ได้ หมอให้ฤกษ์จะไม่ให้ เพราะมันจะยุ่งยาก ก็ไปเลือกฤกษ์วันที่มอบห้องได้ ผมก็ให้ฤกษ์เป็นประจำ ก็ต้องถือฤกษ์นี้เหมือนกัน

การเชิญแขก
        การเชิญแขกบอกญาติ สมัยก่อนไม่มีการแจกการ์ด(บัตรเชิญ) เมื่อเดิมแท้ ๆ ไม่มีการ์ด คนนับถือที่ไหนต้องเดินทางไปบอก เรียกว่า "บอกหมาก" หมายความว่าต้องเอาพานจัดหมากพลูจีบเป็นคำไปด้วย ไปถึงบ้านก็บอกหมากว่าจะแต่งงานลูกสาว หมายถึงบอกเฉพาะญาติ ถ้าไม่ใช่ญาติก็ต้องเป็นบุคคลที่เคารพนับถือหรือสนิทกันจริง ๆ เช่น ครู อาจารย์ ไปบอกหมาก (ไม่มีการ์ด) บอกหมาก(ไปเชิญญาติให้มาในพิธีมงคล) ผู้ไปบอกหมากส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่หรือตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวเดินไปบอกด้วยตนเอง (ไปกราบเท้ากันถึงบ้าน "ฉันจะแต่งงานลูกสาวแล้ว") กำหนดวันเวลาที่ไปเรียบร้อย สมัยก่อนบอกหมากกันไม่กี่คน บอกเฉพาะคนสนิทจริง มีคนไม่มาก งานไม่หรูหรา ไม่มีการแจกการ์ด (บัตรเชิญ) แจกการ์ดไม่รู้เรื่อง จัดงานเล็ก ๆ มาสมัยนี้มีการประยุกต์แจกการ์ด (บัตรเชิญ) บ้านเมืองพัฒนาขึ้น การคมนาคมดีขึ้นบอกไกล ๆ ได้ ถ้าบอกหมากบอกได้ระยะใกล้ ๆ งานเล็ก ๆ ญาติ(แขก) ไม่มาก ถ้าเจ้าของงานมีฐานะดีก็มีญาติมากหน่อย

วันสุกดิบ
        เมื่อหมอกำหนดฤกษ์ยามให้เขาแล้ว คู่บ่าวสาวต้องเตรียมตัว ทางผู้ปกครอง (พ่อแม่) ต้องเตรียมตัว ต้องทำอะไรบ้าง วันที่หมอเขากำหนดวันนั้นวันนี้ พอถึงใกล้วันจะแต่งงานทางเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องเตรียมตัว ในสมัยโบราณเขาถือว่ากับข้าวต้องมาทำกันเอง ชาวบ้านต้องมาช่วยกัน ญาติต้องมาช่วยกัน เขาเรียกว่า "วันสุกดิบ" วันลงงานเป็นวันสุกดิบ หมายถึงเป็นวันเตรียมตัว รุ่งขึ้นเป็นวันแต่งงาน ต้องเตรียมอาหาร ใครมาถึงก็เลี้ยงดูกันตามประเพณีเท่าที่มี หลังจากนั้นแล้วก็ถึงวันแต่งงาน วันแต่งงานจะมีพิธีแรกสุดในวันแต่งงาน เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องทำพิธีสงฆ์ก่อน พระสงฆ์ใช้จำนวน ๙ รูป เป็นส่วนใหญ่ วันนั้นบ้านเจ้าสาวต้องจัดบ้าน จัดอาสน์สงฆ์ จัดพิธีสงฆ์ จัดโต๊ะหมู่บูชาอุปกรณ์ต่าง ๆ บ้านเจ้าสาวจะเป็นผู้จัด

พิธีกรรมประเพณีแต่งงาน
        เมื่อถึงวันแต่งงานจริงทุกอย่างพร้อม มีมงคลคู่ มีแป้งเจิมไว้เข้าพิธีด้วย เมื่อนิมนต์พระสงฆ์มาแล้วก็ให้อาราธนาพระสงฆ์ให้เจริญพระพุทธมนต์ พิธีสงฆ์จะเริ่มตั้งแต่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย(เจ้าบ่าวเจ้าสาว จุดธูปบูชาพระรัตนตรัยเอง) เมื่อบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้วเริ่มพิธี พิธีกรในวันนั้นต้องดำเนินไปตามขั้นตอน ต้องนำเจ้าบ่าวเจ้าสาวบูชาพระ กราบพระในช่วงทำพิธี พิธีกรจะต้องนำเจ้าบ่าวเจ้าสาวพูด หมายความว่าให้รับศีล ต้องให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวบูชาพระรัตนตรัยขั้นต้น บูชาตามภาษาบาลีที่เขาใช้อยู่ (บูชาพระเอาง่าย ๆ) ว่าอย่างนี้ "อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควา พุทธัง ภควันตัง อภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภควตาธัมโม ธัมมังนะมะสามิ (กราบ) สุปัฏติปันโน ภควโต สาวกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ) " อันนี้เป็นขั้นแรกมาถึง พระสงฆ์พร้อมแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวจุดเครื่องสักการะ (ธูปเทียน) เสร็จแล้วพิธีกรนำกล่าวบูชาพระข้างต้นเมื่อกล่าวเสร็จ พิธีกรอาราธนาศีล ๕ "มะยังภันเต วิสุงวิสุง รักขนถายะ ติสะระเนนะ สหปัญจะศีลานิยาจามะ..................." เมื่อพิธีกรนำกล่าวเสร็จ พระจะให้ศีล ๕ ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวรับศีล ๕ อันนี้เป็นความหมายของคนโบราณ ศีล ๕ มีความหมายเป็นศีลมาตรฐานของชีวิต คู่สมรสถ้าถือศีล ๕ ได้แล้วจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต ความหมายมันลึกซึ้ง เช่น ศีลข้อกาเม "กาเมสุมิจฉา............." พูดง่าย ๆ หมายถึง ให้คู่สมรสรู้สึกตัว ศีลข้อกาเมเป็นเรื่องใหญ่ แล้วต้องสำรวมกาย หมายความว่านอกใจกันไม่ได้ ศีลเป็นข้อผูกมัด ถ้าคู่สมรสมีศีลข้อนี้ชีวิตจะราบรื่นไม่มีปัญหา ส่วนมากมีปัญหาเพราะศีลข้อนี้ ถ้ารับศีล ๕ แล้ว ปฏิบัติด้วย ชีวิตจะราบรื่นเพราะศีล ๕ เป็นเครื่องป้องกัน มันสร้างภูมิป้องกัน ศีลจะนำมาซึ่งความสันติ การรับศีล หมายถึงจะต้องทำให้ตัวมีศีลก่อนแล้วจึงอยู่ได้อย่างมีความสุข ความหมายก็เป็นอย่างนี้ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจรับเพียงศีลแต่ไม่ปฏิบัติอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ พอรับศีลแล้ว มีการอาราธนาพระปริต พระสงฆ์จะสวดพระปริต พระปริตหมายถึงเป็นสูตรที่เป็นมงคลการให้พระสงฆ์เจริญพระปริต เพื่อความเป็นมงคล สัพทุกขให้กำจัดทุกข์ สัพภัยให้กำจัดภัย สัพโรคให้กำจัดโรค สวดพระปริต หมายถึง กำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรค เป็นความหมายของพระปริตเป็นอย่างนั้น เพื่อให้พระสงฆ์เจริญสิ่งเหล่านี้ กำจัดสิ่งเหล่านี้
        ในช่วงนั้นช่วงที่พระสงฆ์ เจริญพระพุทธมนต์อยู่นั้น ก็มีพิธีอยู่(นิดหนึ่ง)ว่า พอถึงบท "อเสวนา จะปารานัง " จะต้องให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวจุดเทียน(เทียนน้ำมนต์) เอง เทียนน้ำมนต์หมายถึงให้พระสงฆ์ทำน้ำพระพุทธมนต์ ถ้าไม่มีการเจริญพระพุทธมนต์ หมายความว่าน้ำมนต์จะไม่เกิดน้ำมนต์ที่ทำจากพระปริต ถือว่าเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แล้วใช้ในกาลมงคลได้ พระสงฆ์จำนำมาประพรมให้คู่บ่าวสาว ความละเอียดข้อนี้ (ผมคิดว่าจำเป็นนะ) ชาวพุทธจำเป็นมากต้องทำตามขั้นตอนนี้
        จากนั้นจะถึงพิธีในขั้นสุดท้ายของพระสงฆ์ พอพระสงฆ์จะชยันโตให้ (ประพรมน้ำมนต์ให้) ต้องมีพิธีสวมมงคลคู่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว การสวมมงคลคู่โดยมากจะให้ผู้ใหญ่จะเป็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ร่วมพิธีก็ได้ เมื่อสวมเสร็จแล้วพระสงฆ์จะเจริญชัยมงคลคาถา เพื่อประพรมน้ำมนต์ให้แก่คู่สมรส ก่อนที่จะสวมมงคลคู่ จะเจิมหน้าคู่สมรส ญาติผู้ใหญ่หรือพิธีกรเป็นผู้เจิมให้ เสร็จแล้วพระสงฆ์จะประพรมน้ำพุทธมนต์ เป็นเสร็จพิธีสงฆ์ เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้วก็ให้ญาติผู้ใหญ่ที่สวมมงคลคู่ มาถอดมงคลคู่ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวก่อน แล้วถวายอาหารพระสงฆ์ โดยให้คู่สมรสเป็นผู้ประเคนอาหารคาวหวานทุกอย่างชุดหนึ่ง เมื่อเจ้าบ่าว เจ้าสาวถวายอาหารและเครื่องไทยธรรมแล้ว พระสงฆ์ก็รวบรัด เพื่อให้โอกาสเจ้าบ่าวเจ้าสาวออกไปรับแขก พระสงฆ์จะให้พร เจ้าบ่าวเจ้าสาว กรวดน้ำ เมื่อกรวดน้ำเสร็จเป็นเสร็จพิธีสงฆ์ พระสงฆ์ฉันอาหาร

การจัดขบวนขันหมาก
        เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว ต้องถึงกำหนดฤกษ์ขันหมากจะเข้าบ้าน ตามที่หมอได้กำหนด เจ้าบ่าวต้องกลับไปบ้านของตัว หรือสถานที่จัดขันหมากที่บ้านหรือที่ไหนก็แล้วแต่ เจ้าบ่าวต้องนำขันหมากมาใหม่ คราวนี้ขันหมากกับเจ้าบ่าว ต้องมาพร้อมกัน
        เวลาจัดขบวน พูดถึงการจัดขบวน ผมก็เอาอ้อย มา(ต่อมา) ก็กล้วยอย่างละ ๒ คน ๔ คนแล้ว มา(ต่อมา)ก็เป็นขันหมากเอก ๓ ขัน รองลงมาเป็นขันหมากโทที่ว่าแล้ว สุดท้ายคือเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวต้องไปท้ายขันหมาก (อยู่ในลำดับสุดท้ายของขบวนขันหมาก)
        ส่วนข้าวของที่อยู่ในขันหมากนี้ มีไม้เป็นมงคล มีใบทอง ใบเงิน ใบนาก ใบรัก ใช้รองขันหมาก สมัยนั้นหมากพลูเป็นเรื่องใหญ่ เป็นของรับแขกพื้นบ้านขาดไม่ได้ ใบเงิน ใบทอง ใบนาก เอามาใช้รองขันหมากแล้วเอาหมากพลูใส่ จัดเป็นขันหมากเอก ขันหมากโท ขันหมากเอกเป็นขันหมากผ้าหุ้มใช้สีตามวันจัด ๓ ขัน เช่น วันอาทิตย์ ใช้ผ้าสีแดงหุ้ม ขันหมากเอกกับขันหมากโทต่างกัน ขันหมากเอกหมายความว่าเป็นขันหมากใหญ่เป็นขันหมากนำขบวน ขันหมากเอกมีหมากพลู ขันหมากโทเป็นขันหมากขนม นม เนย ต่าง ๆ ตามหลังขันหมากเอก
        ในขันหมากเอกมีหมากพลู ใบรัก ใบเงิน ใบทอง พร้อมทั้ง ๓ อย่าง จัดเหมือน ๆ กันทุกขันมีผ้าหุ้มขันจะใช้สีตามวัน หมอจะกำหนดมาให้เสร็จ ที่พูดมานี่เป็นของเก่า และขันหมากคนที่ตามมา หมายความว่า ขันหมากที่มีขนม นม เนยต่าง ๆ สมัยนั้นขนมก็มี กะละแม ข้าวเหนียวกวน ข้าวเหนียวแดง และเราจัดเครื่องอะไรต่าง ๆ สมัยก่อนขนมจันอับมีแล้ว ขนมจีน ขนมอื่น ๆ ก็ใส่มาพอสมควร จัดเป็นคู่ ๆ เช่น มะพร้าวอ่อน เป็นคู่ กล้วยเป็นคู่ มากน้อยตามฐานะแต่เน้นเป็นคู่ ๆ

พิธีรับขันหมาก
        เมื่อประเพณีนี้มาถึง ขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว เจ้าสาวต้องจัดพิธีรับ ต้องให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความรู้ในเรื่องนี้ รับขันหมากเข้าบ้าน ตอนนี้ก็มีการเล่นกั้นนิดหน่อย ตามโบราณจะมีพิธีกั้นขันหมาก กั้นประตูตอนขันหมากเข้าบ้าน บางแห่งก็กั้น บางแห่งก็ไม่กั้น ที่นี่ (อำเภอบางสะพาน) กั้น ใช้สายสร้อยกั้น ช่วงรับขันหมากเข้าบ้าน โบราณผู้รับจะมีบทสนทนาโต้ตอบกัน ขันหมากนี้มาในฤกษ์อะไร คนตอบจะตอบว่ามาในฤกษ์นั้นฤกษ์นี้ ฤกษ์นี้เป็นฤกษ์มงคลจะมาเป็นทองแผ่นเดียวกัน มีการเจรจากันนิดหน่อย นอกนั้นไม่มีอะไร แล้วก็รับขันหมากเข้าบ้าน

พิธีรับเจ้าบ่าว
        เมื่อขันหมากเข้าบ้านแล้ว ทางฝ่ายเจ้าสาวต้องจัดเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ให้ไปรับเจ้าบ่าวเข้าบ้าน พิธีรับเจ้าบ่าวเข้าบ้านหมายความว่า ให้เด็กวัยรุ่นแต่งตัวดีเป็นหญิงหรือชายก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงไปเชิญเจ้าบ่าวเอาร่มไปรับกางร่มรับเจ้าบ่าวเข้าบ้าน ช่วงนี้จะมีพิธีกั้นกันใหญ่ กั้นหลายชั้นประตู ๓ ประตู ๔ (กั้น ๓-๔ ประตู) ตรงช่วงกั้นเขาหมายความว่าประตูวิวาห์เป็นสิ่งสมมุติขึ้น ถ้าจะให้ถูกจริง ๆ ไม่น่าจะกั้น แต่มีลูกเล่นนิดหน่อยตามประเพณี กั้นประตูกันหลายชั้นกว่าจะถึงประตูวิวาห์เราก็กั้นประตูเงิน ประตูทอง ก็ว่ากันไป ประตูเงิน ประตูทอง ก็หมายความว่า ประตูที่เป็นมงคล ประตูเงิน ประตูทองนั้น เป็นประตูก่อนจะถึงประตูวิวาห์ก็เป็นสิ่งสมมุติกันขึ้นมา

สินสอดทองหมั้น
        สินสอดทองหมั้น สมัยก่อนมีสินสอดทองหมั้น แต่ไม่จัดใส่ขัน คือสมัยก่อนโจรผู้ร้ายมาก สินสอดจะเอาติดตัวไปมอบที่โน่น(บ้านเจ้าสาว) ในขันมีแต่หมากพลูไม่มีเงินทอง เงินทองไปมอบกันที่บ้าน พอขันหมากเข้าบ้านแล้ว ต้องนำสินสอดทองหมั้นมาแสดงตามที่ตกลงไว้ บางทีเจ้าสาวไม่ได้ตกทอด จัดมาพอที่จัดได้ ไปถึงก็พร้อมแล้วก็เรียกญาติผู้ใหญ่มาหมด มีผ้ามาปูแล้วเอาสินสอดมา พิธีกรจะทำพิธีให้ เอาเงินมาเรียงให้เป็นระเบียบ มีทองมาใส่ให้ปรากฏแก่ผู้คนแล้วโรยงาดิบถั่วดิบ (ที่ปลูกได้) ผลมกับดอกไม้โดยมากใช้ดอกดาวเรืองฉีกฝอยใส่พานมา ฝ่ายเจ้าของขันหมากจะทำให้เสร็จ ให้ญาติพี่น้องมาโรยถั่วงาข้าวเหนียวผสมดอกไม้ ในลักษณะการโรยนี่ หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมงคลให้มีการงอกเงยได้ หมายความว่า เงินทองมันพัฒนาได้ ถั่วงาดิบ มันปลูกขึ้นโรยแล้วก็ว่าคาถา "สิริโภคา นะมาสะโย " สิริเป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ คือให้เจริญงอกงาม ฐานะดีขึ้น คาถานี้ต้องใช้แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็ให้พร อย่างเดียว คาถานี้ใช้เวลาโรยที่นอนด้วย การโรยถั่วงาต้องเป็นของดิบเป็นนิมิตให้มันงอก(เพิ่ม) ได้ ให้เงินให้ทองงอก(เพิ่ม) ได้ เท่านั้นแหละ เมื่อโรยเสร็จแล้วเป็นช่วงที่สวมแหวนหมั้น ให้เจ้าบ่าวสวมแหวนหมั้นให้เจ้าสาว หมั้นแล้วแต่งทำพร้อมกัน หลังจากนั้นเหลือเงินอย่างเดียว พิธีกรนำผ้าห่อเงินให้เรียบร้อยแล้วมอบให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนำไปมอบให้ผู้ปกครอง(พ่อแม่) ฝ่ายเจ้าสาวอีกทีหนึ่ง แปลว่าค่าสินสอดค่าน้ำนมนี้ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นคนให้ นี่เป็นประเพณีพ่อแม่เขารับแล้วก็เอาขึ้นไปเก็บแล้วมาทำพิธีต่อไป ให้ญาติ โบราณเขาทำแบบนี้ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำอยู่

ประเพณีการไหว้
        เมื่อเจ้าบ่าวเข้าบ้านเจ้าสาวแล้ว พิธีกรก็พาไปไหว้ผีเรือน ผีปู่ย่าตายายบ้านเจ้าสาว บ้านเจ้าสาวจะจัดเครื่องไหว้ไว้พร้อมธูปเทียน ให้เจ้าบ่าวไปไหว้ ถ้าบ้านเจ้าสาวมีศาลพระภูมิต้องพาเจ้าบ่าวไปไหว้ศาลพระภูมิด้วย เป็นประเพณีโบราณ หลังจากไหว้สิ่งต่างๆ (ผีเรือน) เรียบร้อยแล้วก็ไหว้ญาติการจะไหว้ญาติต้องจัดให้ไหว้ใครก่อน ประเพณีก็จะให้ไหว้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก่อน การไหว้ญาติเดิมประเพณีไม่มีอะไร การไหว้ญาติในสมัยนั้นไม่มีของชำร่วย การรับไหว้ก็ทำขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ การเงินสมัยนั้นไม่(เฟื่องฟู) เหมือนสมัยนี้ คนที่มีฐานะก็ให้ คนไม่มีฐานะก็ไม่ได้ให้อะไร เป็นการเคารพญาติ ทำความรู้จักญาติ บางคนก็ไม่ให้อะไร เป็นประเพณีขอพรอย่างเดียว ไหว้ญาติเสร็จก็ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวไปรับแขก

การจัดเลี้ยง
        การจัดอาหารเลี้ยง อย่างที่บอกแล้วเป็นอาหารพื้นบ้าน ทำกันเองเป็นอาหารที่กินอยู่กัน เรื่องอาหารในพิธีแต่งงานไม่มีเคล็ดอะไร เป็นอาหารธรรมดาที่รับประทานกันไม่มีเคล็ดว่าต้องใช้ฝอยทอง ทองหยิบ หรืออะไร พื้นบ้านที่ใช้อาหารธรรมดาพื้นบ้านที่กินกัน

การจัดสถานที่
        การจัดสถานที่จัดที่บ้านเจ้าสาว เป็นการสมรสแบบวิวาห์ (วิวาห์มงคล) มีผู้ประกอบพิธีกรรมจะเป็นพิธีกรเป็นผู้มีความรู้อยู่บ้าง ไม่ใช่อาชีพแต่เป็นที่ยอมรับในหมู่คนนั้นว่าทำได้

พิธีมอบห้อง
        พิธีมอบห้อง พิธีมอบห้องที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ พอถึงเวลาเขาให้ฤกษ์ยามมานะ วันนั้นเขาให้ฤกษ์ยามมา เราต้องไปปูที่นอนให้เขา พอปูที่นอนให้เรียบร้อยแล้ว ถ้ามอบให้ปูจะเชิญทั้งคู่เชิญภรรยาด้วย ก็ให้เขาเตรียมกุหลาบไว้ ดอกไม้หอม ๆ สำหรับโรยที่นอนแล้วว่าคาถา ใช้คาถาที่เป็นมงคล "สิริโภคา นะมาสะโย" สิริเป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ เมื่อโรยกุหลาบแล้วต้องพรมน้ำมนต์ ที่พระทำให้ ( ผมรักษาไว้) แล้วทั้งคู่ต้องสมมุติตัวเป็นคู่สมรสลงไปนอนเอาฤกษ์ในลักษณะที่ นอน ก็พูดแต่สิ่งดีว่า นอนแล้วมีความสุข มีนิมิตที่ดีต่าง ๆ มีเทวดามาให้สิ่งต่าง ๆ สองคนผัวเมีย พอเสร็จพิธีนอนเอาฤกษ์ให้แล้ว ต้องให้เจ้าบ่าว เจ้าสาวนอน หมายความว่าได้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องแล้ว นอนแล้วก็ทำพิธีมอบห้องให้ ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวทำความเคารพกันก่อน แล้วจึงขึ้นเตียง ทำพิธีนอนลงไป หมายความว่าต้องให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนึกถึงแต่สิ่งดี ๆ พูดสิ่งที่ดีเจรจากันสอง สามคำ แล้วหลังจากนั้นถือว่าเสร็จพิธี การมอบห้อง ผู้มอบห้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จริง ๆ เป็นพ่อแม่แล้วผู้ทำพิธี มีไม่กี่คน ถ้าวันนั้นไม่มีฤกษ์มอบห้อง หมอเขาก็ไม่ยอมทำ ถ้าจะให้ทำหมอเขาก็ไม่ค่อยทำให้ ทำกันเอง อย่างมากก็ไปปูเตียง (ปูที่นอน) ให้ มันไม่มีฤกษ์ เขาถือฤกษ์ ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ยังใช้อยู่

สาระความเชื่อที่จัดพิธีกรรมหรือประเพณีนี้
        พิธีสงฆ์พระจะให้ศีล ๕ ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวรับศีล ๕ อันนี้เป็นความหมายของคนโบราณศีล ๕ มีความหมายเป็นศีลมาตรฐานของชีวิต คู่สมรสถ้าถือศีล ๕ ได้แล้วจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต ความหมายมันลึกซึ้ง เช่น ศีลข้อกาเม "กาเมสุมิจฉา........." พูดง่าย ๆ หมายถึงให้คู่สมรสรู้สึกตัว ศีลข้อกาเมเป็นเรื่องใหญ่ แล้วต้องสำรวมกาม หมายความว่านอกใจกันไม่ได้ ศีลเป็นข้อผูกมัด ถ้าคู่สมรสมีศีลข้อนี้ชีวิตจะราบรื่นไม่มีปัญหา ส่วนมากมีปัญหาเพราะศีลข้อนี้ ถ้ารับศีล ๕ แล้วปฏิบัติด้วย ชีวิตจะราบรื่นเพราะศีล ๕ เป็นเครื่องป้องกัน มันสร้างภูมิป้องกัน ศีลจะนำมาซึ่งความสันติ การรับศีลหมายถึงจะต้องทำให้ตัวมีศีลก่อนแล้วจึงอยู่ได้อย่างมีความสุข ความหมายก็เป็นอย่างนี้ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจรับเพียงแค่ศีลแต่ไม่ปฏิบัติอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ พอรับศีลแล้ว มีการอาราธนาพระปริต พระสงฆ์จะสวดพระปริต เพื่อความเป็นมงคล สัพทุกข์ให้กำจัดทุกข์ สัพภัยให้กำจัดภัย สัพโรคให้กำจัดโรค สวดพระปริตหมายถึง กำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรค เป็นความหมายของพระปริตเป็นอย่างนั้น เพื่อให้พระสงฆ์เจริญสิ่งเหล่านี้ กำจัดสิ่งเหล่านี้
        พิธีส่วนใหญ่สะท้อนความเชื่อ เป็นประเพณีดั้งเดิม ตอนนั้นหลักเกณฑ์ก็ไม่มีอะไรมาก ชาวพุทธถือหลักธรรมวัฒนธรรมอินเดียขึ้นมาด้วย เพราะอินเดียบรรจุมาเยอะ ประเพณีเก่าแก่ เช่น ตอนพระเจ้าศุทโททนะต้องการอภิเษกสมรสกับพระนางมายา(พระนางสิริมหามายา) ก็เอาเรื่องนั้นเข้ามาด้วย ประเพณีนี้เป็นประเพณีฝ่ายอินเดีย เรานับถือศาสนาพุทธ เราก็เอามาปรุงให้เหมาะกับสังคมเรา ก็มีกล้วย อ้อย มันก็ไม่มีอะไร มีอันนี้อีกอย่างหนึ่ง ประเพณีการแต่งงาน โบราณต้องมีพวกการเกษตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำไมต้องมีอันนี้ ต้องมีหน่อกล้วย ๒ หน่วย อ้อย ๔ ลำ ออกหน้ามาขาดไม่ได้ มีถั่วดิบ มีงาดิบด้วย สำหรับโรยเงินโรยทอง หัวสินสอด มันเกี่ยวกับการเกษตร กล้วย อ้อย โบราณเป็นอาชีพของมนุษย์แท้ ๆ ที่อยู่กับการเกษตร อยู่กับผลหมากรากไม้ เท่าที่สังเกตอายุ ๑ ปี กล้วยจะตกเครือปีหนึ่งพอดี กล้วยป็นอาหารสำหรับเลี้ยงทารก อ้อยปลูกไว้เด็กกินได้ เท่าที่กำหนดกล้วย ๑ ปี ตกเครือ คนเราท้อง ๑ ปี ออก(คลอด)ลูกอ่อน เขาคงคิดถึงข้อนี้ กับกล้วยตกเครือปลูกไว้ให้ลูกหลานกิน สมัยก่อนคนเราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กับกล้วยสุก คนเราโตมากับกล้วยสุก เดี๋ยวนี้ก็ยังใช้อยู่ยังกินกล้วยอยู่ หมอแผนปัจจุบันยังใช้กล้วยขูด เป็นการเน้นหนักว่าอาชีพการเกษตรมีความสำคัญต่อมนุษย์ เน้นไว้ตรงนี้คล้ายฝากไว้ ผมมาคิดเอาเอง ท่านคงนึกถึงเรื่องนี้แน่นอน
        พอขันหมากเข้าบ้านแล้ว ต้องนำสินสอดทองหมั้นมาแสดงตามที่ตกลงไว้ บางทีเจ้าสาวไม่ได้ตกทอด จัดมาพอที่จัดได้ ไปถึงก็พร้อมแล้วก็เรียกญาติผู้ใหญ่มาหมด มีผ้ามาปูแล้วเอาสินสอดมา พิธีกรจะทำพิธีให้ เอาเงินมาเรียงให้เป็นระเบียบ มีทองมาใส่ ให้ปรากฏแก่ผู้คนแล้วโรยงาดินถั่วดิบ(ที่ปลูกได้) ผสมกับดอกไม้โดยมากใช้ดอกดาวเรืองฉีกฝอยใส่พานมา ฝ่ายเจ้าของขันหมากจะทำให้เสร็จ ให้ญาติพี่น้องมาโรยถั่วงาข้าวเปลือกผสมดอกไม้ ในลักษณะการโรยนี่ หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมงคลให้มีการงอกเงยได้ หมายความว่าเงินทองมันพัฒนาได้ ถั่วงาดิบ มันปลูกขึ้น โรยแล้วก็ว่าคาถา "สิริโภคา นะมาสะโย" สิริเป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ คือให้เจริญงอกงาม ฐานะดีขึ้น คาถานี้ต้องใช้แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็ให้พรอย่างเดียว คาถานี้ใช้เวลาโรยที่นอนด้วย การโรยถั่วงาต้องเป็นของดิบเป็นนิมิตให้มันงอก (เพิ่มได้) ให้เงินให้ทองงอก(เพิ่ม)ได้

การสืบทอดพิธีกรรมประเพณี
        การสืบทอดพิธีกรรม ได้มาจากศึกษาด้วยตนเองด้วย และได้จากการเห็นการได้ยินมาด้วยนำมาประยุกต์ และผมมีหัวดัดแปลง คือหมายความว่าไม่เอามาทั้งหมด บางอย่างผมว่าไม่จำเป็นก็ไม่เอาก็เอามาประยุกต์ใช้ ได้มาจากการเห็นด้วย ได้จากการศึกษาด้วย ตามปกติของผมพบอะไรแล้วก็เอามาศึกษาก่อนว่ามันควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่เอามาทั้งดุ้น ทั้งดุ้นมันเชย พูดกันง่าย ๆ ผมไม่ชอบเชย คำนี้ผมเกลียด ผมต้องเอามาประยุกต์ ทำไมต้องทำอย่างนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนั้นจะเสียหายไหมก็เอามาประยุกต์ ฉะนั้นจึงมีข้อแตกต่างจากโบราณไปบ้าง ผมเห็นว่าบางอย่างควรจะเลิกแล้วบางอย่างควรจะเสริม หรือบางอย่างควรจะนำมาแต่งใหม่ ปรุงให้มันเข้ากับกาลเทศะ ถ้าใครถามต้องตอบโต้ ผมถือมติอย่างนี้ผมทำทุกอย่าง ถ้าคนมาถามต้องตอบได้ ว่ามีเหตุผลอย่างไรจึงทำอย่างนั้น ผมเป็นพิธีกรผมต้องถือหลักนี้นะ เช่น อาราธนาศีล ผมก็ต้องจำได้ เขามาถามว่าทำไมต้องอาราธนาศีลอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไร ผมต้องตอบได้ด้วย ผมถือหลักว่าประเพณีเป็นคนตั้งขึ้นมา คนเราตั้งขึ้นมาเอง มันก็เปลี่ยนได้ มันก็ดัดแปลงได้ แก้ไขได้ อันนี้ผมถือว่าโบราณที่เห็นมา บางอย่างมันหมดสมัยไปแล้ว

การเปลี่ยนแปลงประยุกต์ใช้
        การประยุกต์ใช้สมัยก่อนแตกต่างกับสมัยนี้ สมัยที่ผมทำกับสมัยโบราณทำ บางอย่างบ้านเมืองความเป็นอยู่ไม่เหมือนกัน มารุ่นผมบ้านเมืองเกิดพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้นมา บางอย่างเราต้องปรับปรุง เช่น การแต่งตัว โบราณเขาไม่สนใจ(เลยนะ) เรื่องแต่งตัว เขาไม่สนใจงานไหน ๆ เขาไม่สนใจ มีอย่างไรก็แต่งไปอย่างนั้น เพราะเสื้อผ้าไม่ได้มีมากมายเหมือนสมัยนี้ เพราะฉะนั้นการแต่งตัวผมก็เอามาพัฒนา อายุเรานี้มันก็พัฒนาได้แล้ว การแต่งเนื้อแต่งตัวต้องแต่งให้เข้ากับบรรยากาศของงาน อันนี้ผมจะไปเป็นพิธีกร ผมต้องรู้ว่างานนี้ผมจะต้องแต่งตัวอย่างไร ไม่ใช่แต่งตัวส่ง การแต่งตัวบอกถึงลักษณะนิสัยและก็ภูมิความรู้ของคน ผมจะไปเป็นพิธีกร ผมต้องแต่งตัวอย่างไร ไปพิธีงานศพต้องแต่งตัวอย่างไร มันไม่เหมือนกัน มันแล้วแต่บรรยากาศของงาน อันนี้ต้องแต่งตัวให้เหมาะสมอันแรกสุด ผมคิดอย่างนี้ จะตามอย่างโบราณก็ไม่ได้ อันนี้ต้องแก้ เราไม่ดูถูกภูมิโบราณแต่ต้องแก้ โบราณเขามีอย่างไรก็แต่งอย่างนั้นเขาไม่ได้คำนึงถึง เรามาแก้สักนิดให้เหมาะกับกาลสมัย ยุคของเรามันเป็นอย่างนี้ ก็แก้หลายเรื่องพูดถึงการแก้ นอกจากการแต่งกายแล้ว ต้องแก้ถึงวิธีการพูดในสังคมที่ต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ชัดเจน และในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ผมไปดู ถ้ามันขัดข้อง ถ้านำมาทำในที่นี้มันไม่เหมาะ มันเกี่ยวกับปฏิภาณด้วยมันพูดยากแท้ ๆ พอไปถึงผมจะรู้ทันทีว่างานนี้ต้องแก้อะไรมันเกิดปฏิภาณเอง ผมไปถึงต้องสำรวจดูความละเอียดก่อน เพราะผมกลัวว่ามีคนผู้รู้มาในงาน ไม่ใช่คนโง่ ผมต้องสำรวจก่อน บางทีผมก็ไม่ได้จัดเองคนอื่นจัดให้ ผมต้องสำรวจก่อน ถ้าผิดต้องแก้ไขไปดูความถูกต้องมีครบไหม ถ้าผมเป็นพิธีกรเองต้องสำรวจ มันเป็นปฏิภาณ ส่วนตัวพูดไม่ถูก พิธีกรเป็นหัวหน้าเป็นผู้กำหนด คำพูดต้องถูกต้องตามลักษณะงาน ใช้ภาษาไทยชัดเจน ต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีความรู้จริงมันก็เชย
        พวงมาลัยคล้องคอบ่าวสาว โบราณแท้ไม่มี มีแต่พระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้คู่สมรส เมื่อพระสงฆ์ประพรมน้ำพระพุทธมนต์เสร็จแล้ว ให้ญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดก็มาประพรมน้ำมนต์รดบนหัว(ศีรษะไม่ใช่รดที่มือเหมือนปัจจุบัน) ก็เสร็จพิธีง่าย ๆ แค่นั้น
ไม่มีพวงมาลัย

การสืบทอดประเพณี
        การสืบทอดประเพณี มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ที่เล่าให้ฟังเป็นของเก่าสมัยนี้ขันหมากไม่จัดเป็นขบวน บางแห่งเป็น ๓ ขัน มี ๓ ขัน เงิน ทอง แหวน บางแห่งจัดแบบนี้ ผมก็ว่าเหมาะประยุกต์จากของเก่า จากใส่ใบเงิน ใบทอง ใบนาก ใบรัก หมากพลู ขันหมากเอกขันหมากโท สมัยนั้นเขาจัดไม่เหมือนสมัยนี้ขันหมาก มี ๓ ขัน มีเงินสินสอด มีทอง มีแหวน ๓ ขันสวยงามดี ที่นี่ (อำเภอบางสะพาน) ยังจัดแบบเก่า มีขันหมากเอก ขันหมากโท มีมากน้อยตามฐานะ

ชื่อ นายอุดม เอี๊ยบทอง
เกิด วันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๒๙๙/๑ หมู่ที่๑ ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔
สถานภาพ แต่งงาน
ชาติพันธุ์ ไทย
วันที่ให้สัมภาษณ์ วันที่ ๑๒ และ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฤกษ์แมลงปอหมายถึงฤกษ์ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว
สอบถามเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑