การเริ่มต้นทำหุ่นกระบอก
         พระครูสมุห์ไพบูลย์มีใจรักในหุ่นกระบอก แต่ไม่รู้ว่าหุ่นทำยังไง ไม่มีความรู้ สมัยที่พระครูสมุห์ไพบูลย์ยังเป็นเด็ก ยังไม่ได้บวชพระ ได้ไปเที่ยวงานท้องสนามหลวงไปเห็นเขาเชิดหุ่นกัน หุ่นนายเปียก เนื่องจากโรงแสดงหุ่นกระบอกสูง ไม่สามารถขึ้นไปดูข้างบนได้ จึงนั่งคอยอยู่หลังโรงซึ่งมีบันไดพาดลงมา พอดีมีคนลงจากโรงมา พระครูจึงวิ่งขึ้นไปบนหลังโรง และกลับออกมานั่งเอาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาเหมือนใส่เสื้อผ้าที่เขาเย็บ เมื่อไปโรงเรียนพระครูได้เอาก้านมะละกอมาเล่นหุ่นกระบอกในระหว่างที่ครูกำลังสอน ทำให้โดนครูตี
         แต่ใจก็ยังรัก ทั้งๆที่ยังทำไม่ได้ก็เก็บความรู้สึกอันนั้นไว้เรื่อย ต่อมาพระครู ได้พบกับอาจารย์สฤษฏดิ์ ธีระทัตตานนท์ ซึ่งเป็นรุ่นน้องโรงเรียนเขมาฯ ด้วยกัน อาจารย์สฤษฎดิ์ เมื่อก่อนเป็นผู้ช่วยโรงเรียนเขมาฯ ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนศรีบุณย์ อาจารย์สฤษฎดิ์ ได้พบกับพระคร
ที่บางใหญ่ พระครูได้เอาลูกศิษย์ไปฝากโรงเรียนบางใหญ่ทุกวัน ก็มาคอยดูว่าลูกศิษย์มาเรียนหนังสือหรือเปล่า อาจารย์จุมพลจึงชวนพระครูให้มาสอนหนังสือที่โรงเรียนบางใหญ่
         พระครูได้สอนวิชาพระพุทธศาสนา และสังคมศึกษาควบคู่กันไป สอนตั้งแต่ ประเทศของเรา เพื่อนบ้านของเรา โลกของเรา สัปดาห์หนึ่งสอน ๒๑ คาบ มากกว่าครูประจำการ ต่อมา อาจารย์ศักดิ์ได้เริ่มวันสุนทรภู่ที่โรงเรียน มีการเชิดหุ่น พระครูได้ไปดูการเชิดหุ่น และเห็นปรากฏว่าอาจารย์ศักดิ์ได้เอาไข่ คือหัวไข่มาเชิด พระครูจึงสงสัยว่าทำไมหุ่นถึงใช้ไข่ จึงจัดแจงให้ลูกศิษย์ไปหาไม้มาให้ และมานั่งแกะไม้สักสองสามตัว แกะหน้าแกะตา แต่เนื่องจากลูกศิษย์เอาไม้มาบิดเบี้ยว ทำให้ไม่สามารถพับแกะได้ พระครูจึงเปลี่ยนมาปั้นดิน โดยนำปูนแป้งเปียกมาขยี้ โปะหน้าโปะตา จนกลายเป็นหุ่นรุ่นแรกอยู่ที่โรงเรียนสตรีนนท์

 วัสดุที่ใช้ในการทำหุ่น
         พระครูคิดเองทั้งสิ้น โดยให้เด็กนักเรียนช่วยกันทำ เช่น เสื้อสีนั้น ช่วยกันปัก โดยใช้กาวและนำเพชรมานั่งติดเสื้อ จากนั้นให้แต่งหน้าหุ่น การแต่งหน้าของหุ่นรุ่นแรก ทำหุ่นใช้ดิน ดินเหนียวปั้นเฉย ๆ ปั้นเป็นรูปคอได้ หูมาเติมที่หลัง จมูกมาเติมทีหลัง ปากมาเติมทีหลังส่วนลูกตามาเติมหลังจากเขียวคิ้ว ตัวหุ่นเป็นไม้ธรรมดา แต่ปัจจุบันหาไม้ไผ่หรือ ไม้ลำกระบอกยากจึงเปลี่ยนมาใช้ท่อนเพลสเทอรอล ซึ่งมีราคาถูก พิจารณาดู ต่อมาพระครูได้มีโอกาสไปดูหุ่นจักรพันธุ์ ซึ่งใช้ท่อพีวีซี พระครูจึงนำท่อพีวีซีมาใช้

 เริ่มเรียนหุ่นกับผู้ใด
         พระครูไม่เคยเรียนวิธีแกะหุ่นกระบอก และเชิดหุ่นกระบอกจากใครเลย

 วิธีทำหุ่น ระยะเวลาในการทำหุ่น
         แต่ละตัวจะใช้เวลานานพอสมควร ช่วงแรกที่เริ่มทำหุ่น พระครูค่อย ๆ ศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง แล้วค่อย ๆ วิวัฒนาการเรื่อย ๆ หุ่นชุดแรก ๆ ไม่ได้ดูใคร หุ่นชุดแรกที่โรงเรียนสตรีนนทบุรี ยังไม่สวย ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ แล้วประยุกต์จนดีด้วยความชำนาญยิ่งขึ้น อาจารย์จักรพันธุ์ได้มาดูหุ่นกระบอกของพระครูและได้ขอหุ่นพระครู แต่พระครูไม่ให้ แต่อาจารย์จักรพันธุ์ก็เฝ้ามาดู นำหีบหุ่นกระบอกของพระครูออกมาดูหมด ต่อมาพระครูได้เอาหุ่นกระบอกไปถวายสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา พระองค์ทรงโปรดหุ่นกระบอกมาก และตรัสถามว่าทำอย่างไร และแนะให้พระครูทำสื่อการเรียนการสอน โดยทำให้หุ่นเล็กกว่านี้ ตอนที่พระครูถวายหุ่นกระบอกให้สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ได้ลองเชิดหุ่นในรถ ปัจจุบันหุ่นตัวเล็กลงไปกว่าเดิม วิธีทำหุ่นกระบอกเมื่อปั้นหน้าหุ่นแห้งแล้ว ก็จะแต่งหน้าหุ่น เมื่อกระดาษซีเมนต์ที่ปะแห้งก็ผ่าหลัง ผ่าแหวกออกมาทำเหมือนหน้ากาก คือใช้กระดาษฟาง กระดาษหนังสือพิมพ์มาทำกับแป้งเปียก ถ้าไม่ใช้แป้งเปียกก็ไปซื้อขนมผักกาดที่ยังไม่เอาไปผัด เป็นแป้งขาว ๆ เอามาโขลกตำ ๆ เหมือนเอาขนมปังมาผสมกับแป้งกาวทำดอกไม้ พอตำเหนียวได้ก็จับมาเติมคิ้ว ทำแก้ม ทำเป็นปากเป็นจมูกตกแต่ง แต่พระครูไม่ใช้ขนมปังแต่ใช้กระดาษฟาง จากนั้นใช้ยากันแมลงสาบเข้าไปแทะไม้ กันไว้ เนื่องจากแป้งที่ทำไม่ค่อยเหนียว พระครูจึงซื้อขนมผักกาดมา ซื้อแป้งมาโขลก ๆ จนจับไม่ติด เหมือนขนมเผือก คือพอจับได้ก็ปั้นได้ตามสบาย ระหว่างปั้นก็ใช้กาวลาเท็กซ์ช่วย ปิดไว้ แล้วตากแดด จากนั้นเอากระดาษฟางมาปิดทับอีกที ไม่ให้เห็นรอยที่ทำยาก พอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็วัด มีแต่หัวแล้วไปทำชฎา ซึ่งเป็นของตัวนาง เครื่องทรงถ้าเป็นตัวผู้ชายก็ปักไปทั้งตัว มือก็วาดแล้ว วงคอผู้ชายหาพานพระมาวางเป็นวง ทำเองทั้งหมด และให้ลูกศิษย์ปัก ใช้ไม้ทำสี่เหลี่ยมสำหรับวางผ้าให้เย็บตามแบบ เป็นแนวทาง เอาผ้าดิบลงก่อน แล้วเอาผ้าที่จะใช้คือผ้ามัน ผ้าต่วนวาง แล้วเดินตามรอยไป ตามรอยเย็บผ้า พระครูได้ชี้ให้ดู แล้วลูกศิษย์ก็ทำตาม พระครูบอกให้ใส่ลูกแก้วสี เลื่อมละอัน ๆ

 สีที่มาแต่ง
         ใช้สีธรรมดา สีน้ำมันไม่ได้ เริ่มจากสีโปสเตอร์ สีขาวทางข้างในก่อน สีน้ำใช้ไม่ได้ สีน้ำถ้าไปใช้ หน้าของหุ่นจะเป็นเหงื่อต้องใช้สีขาว สีขาวด้าน ๆ ส่วนคิ้วจะไปซื้อขวดสีขนาดเล็ก ๆ มา เป็นสีโปสเตอร์มาทาปาก มาทำอย่างประณีต แต่งหน้าแต่งตา ส่วนเสื้อผ้า ถ้าผ้าห่มนางแต่ละผืนปักเสร็จแล้วเรียบร้อย พระครูต้องเป็นคนปักนำ ต้องทำผ้าให้ก่อน ผ้าแถบสีต้องไปซ้อนไปทับให้ก่อน เวลาลงลายต้องใช้ความคิด ถ้าทำเป็นลายเส้นจะเฉียงหมด เฉียงลงลายผ้าไม่ได้ ใช้ด้ายขึงไปที่ตีนของหุ่น ตรงส่วนที่เป็นข้าวหลามตัด ขึงไปโน่นแล้วปักตรงไหนเป็นจุดก็ทิ้งไว้เอาตรงนั้น เด็กก็ทำตาม พอออกมาจะแย้งทางนั้นทางนี้ เหลื่อมทางนั้นทางนี้ ต่อมาพระครูไปดูหุ่นกระบอกของแม่ชื้น ซึ่งจะปักโดยใช้ผ้าถุงเป็นเสื้อ เป็นลายไทย แต่ผ้าถุงพื้นแข็ง พระครูซื้อผ้ากรุพื้นสีมาแล้วเย็บเป็นลายใช้เวลาทำนาน และมีราคาแพง ถ้าหนึ่งเดือนก็หนึ่งตัว ต้องนั่งทำกว่าจะเป็นตัวได้นานเดือนกว่า บางครั้งอุปกรณ์หมดไม่มีจะใช้ ต้องไปซื้อที่ร้านอาจิว ย่านพาหุรัด
        หุ่นเป็นสิ่งสมมุติ สามารถนำไปเล่นเรื่องอะไรก็ได้ เรื่องที่เล่น คือพระอภัยมณี สังข์ทอง แล้วประยุกต์มาเป็นเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ ตอนแปรตวันทอง ไม่มีการเตรียมการไว้ ถ้าเลยเรื่องพระไวยจะใช้อีกชุดนึง พระไวยจะแต่งตัวเหมือนมีพระมาลาเบี่ยง ใส่หมวกเหมือนของกรมศิลปากร เครื่องใส่ไม่ได้ ถอดไม่ได้ อันนั้นของชุดพระอภัยมณี นอกจากนั้นยังมีหุ่นกระบอกเรื่องรามเกียรติ์ พระครูก็ทำ ถ้าเป็นงานศพจะเล่นเรื่องพระรามตามกวาง มีกวาง กวางทอง มีหุ่นใส่หน้า แต่มีกวางอยู่ข้างบนมือหุ่นก็เดินไป ๆ พระรามก็เปลี่ยนเอาตัวพระอภัยมณี ทรงสีเขียวเสียหน่อยเป็นพระราม ยักษ์ก็มี ทศกัณฐ์ก็มี
         หุ่นมีประมาณสี่สิบห้าสิบตัว ยังไม่รวมหุ่นตัวตลก ซึ่งต้องมีแกล้มหุ่นกระบอกตัวตลก ต้องมีหลายตัว หน้าตาจะปากเบี้ยวมั่ง หัวโหนกบ้าง หูใหญ่ หูกาง หน้าตา ตาเฉ งานจัดนิทรรศการหุ่น ทางหอสมุดแห่งชาติ พระครูได้เอาหุ่นชุดแรกที่โรงเรียนสตรีนนทบุรีไปวางนิทรรศการ สมัยก่อน นิทรรศการหุ่น ถ้าบทจะธรรมดาต้องใช้ของกรมศิลปากร พอมาเล่นกับอาจารย์ศักดิ์ อาจารย์ศักดิ์ได้แต่บทไหว้ครูต้องทำเพลงอย่างนี้ พิณพาทย์ต้องทำเพลงอย่างนี้ อันนี้เริ่มบทของสังข์ทองหนีนางพันธุรัต อันนี้แต่ก่อนเปิดเพลง ใช้เปิดเพลง ตอนนี้ใช้พิณพาทย์ตี โหมโรงไหว้ครู ต้องเปิดเอง เวลาเชิดนักเรียนต้องล้อมวงล้อมคอยดู

 การลงทุน
         ราคาประมาณร้อยหรือร้อยห้าสิบบาท ขนาดสองร้อยห้าสิบบาท ไม่ลงทุนมาก หุ่นบางตัวก็มีราคาแพง ตัวนึงตกประมาณหนึ่งพัน สองพัน สามพัน สี่พันบาท แพงเพราะดิ้น ผ้า สิ่งที่ประดับ บนเสื้อที่ทำเอง ถ้าเป็นทับทรวงซื้อที่ประกอบ

 การจำหน่าย
         ไม่ขาย แต่ทำหุ่นให้โรงเรียนสตรีนนท์ไปเข้าศูนย์ และถวายสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา

 การถ่ายทอด
         ส่วนมากกระเทยจะมาขอเรียน พระครูได้หัดรำให้ก่อน หัดเอียงตัว หัดโยกและสอนตัวต่อก่อน ทำตัวก่อน เอียงไหล่ และสอนแกะไม้ แล้วทำตัวหุ่น ไปถึงแกน ปิดข้อมือ โยกไปโยกมาและสอนวิธีเชิด ปรับตัว เมื่อก่อนนี้คนที่จะเรียนจะเชิดกันได้ต้องสอนให้กล่อมตัว ก่อนกล่อมตัวนี่ไหล่เป็นไหล่ไม่ใช่โอนเอน ไม่ใช่ ลีลาแช่มช้อย ไม่มีใครเรียน คุณจักรพันธุ์ก็มาดูหุ่น เขาลักจำว่างมาดู จับหุ่น คุณจักรพันธุ์ซื้อหุ่นกระบอกไว้หมดของครูเปียก ทั้งหมด เลือกเอาของเก่า และสั่งให้ทำใหม่ แต่ไม่ขายเอาไปเก็บไว้หมด หุ่นที่ซื้อมาเอาเก็บไว้ แล้วก็ทำหุ่นใหม่

ชื่อ

พระครูสมุห์ไพบูลย์

เกิด วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒
ที่อยู่
ที่อยู่ วัดตึก ตำบลบางไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
การศึกษา




นักธรรมเอก วัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหาร
เปรียญธรรม ๕ ประโยค สำนักเรียนจังหวัดนนทบุรี
พุทธศาสนาบัณฑิต มหาจุฬาราชวิทยาลัย (วัดมหาธาตุ)
วิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สถานภาพ พระภิกษุ
ชาติพันธุ์ ไทย
ภาษา ไทย (ไทยกลาง)
วันที่ให้สัมภาษณ์ วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑