ประวัติชุมชน
        ชุมชนนางเลิ้งเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของพระนคร เดิมมีฐานะเป็นอำเภอ แต่ปัจจุบันรวมเข้าด้วยกันกับเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เหลือเพียงชื่อชุมชนเท่านั้น พื้นที่ปัจจุบันอยู่ในแขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และแขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต ทิศเหนือจรดถนนพิษณุโลก ทิศตะวันออกจรดถนนหลานหลวง ทิศตะวันตกจรดถนนราชดำเนินนอกและทิศใต้จรดถนนจักรพรรดิพงษ์

 ความหมายของคำว่า "นางเลิ้ง"
        ปรากฏใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๕ และ พ.ศ.๒๕๒๕ ว่า "นางเลิ้ง" และ "อีเลิ้ง" เป็นคำนาม หมายเรียกตุ่มหรือโอ่งใหญ่ว่า ตุ่มอีเลิ้งหรือนางเลิ้ง หรือโอ่งนครสวรรค์ก็เรียก โดยปริยายหมายความว่าใหญ่เทอะทะ
        ที่มาของคำว่านางเลิ้งนี้ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ มีความเห็นว่า ควรใช้หลักภาษาศาสตร์ เทียบเคียงคำภาษาถิ่นที่ออกเสียงใกล้เคียงกัน คือ ภาษาเขมร ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษามอญ - แขมร์ (Mon - Khmer) ซึ่งมีคำที่ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่านางเลิ้ง ๒ คำ คือ        

คำว่า
""
คำว่า
"เฬิง"

        ใน พจนานุกรม เขมร - อังกฤษ ได้ให้ความหมายคำทั้งสองคำไว้ดังนี้

                  หมายถึง pot, pan, pottery
                เฬิง   หมายถึง come up; after av: increasingly, more

        คำว่า ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ สะกดว่า "ฉนัง" อ่านว่า "ฉะหนัง" เป็นคำนาม แปลว่า หม้อ มาจากภาษาเขมร คนไทยแถบจังหวัดสุรินทร์ ยังได้รับอิทธิพลของคำนี้มาใช้ในคำที่ออกเสียงว่า "ชนัง" หมายถึง หม้อ กระถาง ตุ่ม โอ่ง ด้วย
        คำว่า เฬิง ไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ เพราะ ฬ ในภาษาไทยแต่เดิมมีใช้เป็นอักษรนำบ้างบางคำ เช่น ฬา ฬ่อ บาฬี เป็นต้น ปัจจุบัน ใช้เป็น ล หมดแล้ว คงเหลือเพียงที่คงใช้เป็นตัวสะกดในแม่กน เช่น ทมิฬ ปลาวาฬ เป็นต้น ดังนั้น คำที่ออกเสียงใกล้เคียงกันมากที่สุด คือ คำว่า "เลิ้ง" ซึ่งในพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ แปลว่า ใหญ่ เป็นคำวิเศษณ์
        ปกติแล้วในไวยากรณ์ภาษาเขมร คำว่า ฉนำง และ คำว่า เฬิง ไม่นิยมนำมารวมกัน แต่เมื่อพิจารณาถึงการใช้คำๆ นี้ในภาษาอื่น อาจจะกลายมารวมกันเป็น ฉนำงเฬิง ได้ ดังนั้น โดยรวมแล้ว คำว่า ฉนำงเฬิง หมายถึง หม้อ กระถาง ตุ่ม โอ่งขนาดใหญ่

 ไหอีเลิ้ง
        หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุด ที่กล่าวถึงคำว่า "อีเลิ้ง" ซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ พบคือ "สัพะพะจะนะพาสาไท" ซึ่ง Rev. J.B.Pallegoix มุขนายก มิซซังชาวฝรั่งเศส เป็นผู้รวบรวมขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ (ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) แล้วส่งไปพิมพ์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็น ๔ ภาษา ด้วยกัน คือ ไทย ลาติน ฝรั่งเศส และ อังกฤษ พร้อมทั้งมีคำอ่านเป็นภาษาลาตินด้วย ในพจนานุกรมเล่มนี้ ได้ให้ความหมายของ อีเลิ้ง ไว้ดังนี้

         ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๙๘ Rev. J.L.Vey ได้แก้ไขปรับปรุง สัพะพะจะนะพาสาไท โดยตัดภาษาลาตินออกไป เพิ่มเติมและแก้ไขคำบางคำ  ทั้งที่ใช้และไม่ได้ใช้พูด  ให้ชื่อว่า  "ศริพจน์ภาษาไทย์"  และได้ให้ความหมายของ อีเลิ้ง ไว้ดังนี้

 

       ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๑๖ Dr.D.B.Bradley ได้รวบรวมคำภาษาไทยจัดทำเป็นพจนานุกรมภาษาไทย อธิบายความหมายของคำด้วยภาษาไทยเป็นเล่มแรก ให้ชื่อว่า "อักขราภิธานศรับท์" และได้ให้ความหมายของ อีเลิ้งไว้ว่า "อีเลิ้ง, คือม่อใหญ่สำหรับ ใส่น้ำนั้น"
        ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เรียกหม้อ กระถาง โอ่ง ตุ่ม ที่มีขนาดใหญ่ ว่า ไหอีเลิ้ง หรือ อีเลิ้ง มีไว้สำหรับใส่น้ำ
        ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีไหอีเลิ้ง ตั้งแสดงอยู่ประปราย แต่ไม่ปรากฏคำอธิบายแต่อย่างใด ภัณฑารักษ์ท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลแก่คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ว่า ไหอีเลิ้ง หรือ นางเลิ้ง เป็นโอ่งขนาดใหญ่มาก มีไว้สำหรับเก็บน้ำเพื่อการบริโภคลักษณะพิเศษของโอ่งชนิดนี้ คือ ปากโอ่งจะมีขนาดเล็กและผายออกมา ปัจจุบันตั้งแสดงไว้ที่ ทางด้านซ้ายของหมู่พระวิมาน พระบวรราชวัง หรือ บริเวณ สนามหญ้า พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย จำนวน ๔ ใบด้วยกัน ด้วยเหตุที่ไม่มีประวัติแน่นอนว่าได้โอ่งเหล่านี้มาอย่างไร ทางพิพิธภัณฑ์จึงมิได้จัดทำคำอธิบายไว้
        โอ่งเหล่านี้ สูงประมาณ ๑ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของส่วนที่กว้างที่สุดยาวประมาณ ๑ เมตร ๑๐ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของปากโอ่งยาวประมาณ ๔๐ เซนติเมตร
        ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ จึงขอตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับ อีเลิ้งไว้ว่า ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เรียกไหชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขนาดใหญ่ ปากแคบและผายออกมา ใช้สำหรับเก็บน้ำเพื่อบริโภคว่า ไหอีเลิ้ง

 จาก "อีเลิ้ง" สู่ "นางเลิ้ง"
        มีหลักฐานหลายชิ้นกล่าวว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้เปลี่ยนคำว่า อีเลิ้ง เป็น นางเลิ้ง เพราะเป็นคำที่ไม่สุภาพ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ จึงตั้ง สมมติฐานไว้ว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้เปลี่ยนชื่อ อีเลิ้ง เป็น นางเลิ้ง แต่ในหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวนั้น ไม่ปรากฏรายการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ จึงไปค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในสารบาญกฎหมายของกรมอัยการ สารบาญกฎหมายของหลวงประดิษฐมนูธรรม และราชกิจจานุเบกษาฉบับที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ ยืนยันสมมติฐานดังกล่าว คณะกรรมการดำเนินงาน โครงการฯ จึงถือว่าสมมติฐานดังกล่าว ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้รองรับ
 ชุมชนเดิม
        คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับชุมชนเดิม ไว้ดังนี้
        ๑) คำว่า "ฉนำงเฬิง" มาจากชุมชนเขมรในพระนคร
        ๒) ชุมชนเดิม คือ ไพร่หลวงเกณฑ์บุญ
        ๓) ทั้งสองชุมชนนี้มีความสัมพันธ์กัน
        ๔) ชาวมอญที่มีความสามารถในการปั้นหม้อดิน หรือโอ่งดิน เป็นผู้สืบทอดวิธีการทำไหอีเลิ้ง

    ดังจะอธิบาย ดังนี้
        ๑) ชุมชนเขมรในกรุงเทพฯ นั้น ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ความสังเขป ดังนี้
        เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๘ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี สมเด็จพระนารายณ์ราชาธิราชรามาธิบดี (นักองตน) พระมหากษัตริย์เขมร ทรงยกราชสมบัติให้ สมเด็จพระรามราชาธิราชบรมบพิตร (นักองโนน) ซึ่งเป็นพระญาติวงศ์ร่วมพระปัยยิกาเดียวกัน เมื่อความทราบฝ่าละอองพระบาท สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระโสมนัส ทรงพระกรุณาพระราชทานอภิเษก สมเด็จพระรามราชาฯ ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ฯ นั้น ทรงพระกรุณาพระราชทานเป็น พระมหาอุปโยราช
        ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๒๒ ข้าราชการเขมรคนหนึ่ง ชื่อ ฟ้าทะละหะ (มู) คิดการขบถ จับสมเด็จพระรามราชาฯ ใส่กรงถ่วงน้ำ จนสุรคต แล้วสถาปนาตัวเองเป็น สมเด็จฟ้า ทะละหะ ครั้นความทราบฝ่าละอองพระบาท สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงพระพิโรธแก่ พระยายมราช (แบน) ซึ่งเป็นขุนนางเขมรคนสนิทของสมเด็จพระรามราชาว่า ไม่ระวังเจ้านาย ให้เขาทำร้ายได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกตัว พระยายมราช (แบน) เข้ามาจำคุก ณ กรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ได้ทรงบำรุงมิให้เดือดร้อนอยู่ในคุกกรุงธนบุรีนั้น (ทรงถือว่า พระยายมราช (แบน) เป็นข้าหลวงเดิมมาแต่ครั้งนั้น)
        ต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงทราบว่า สมเด็จฟ้าทะละหะ (มู) ฝักใฝ่กับ ญวน จะแข็งเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนอินทรพิทักษ์ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช (ต่อมาคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท) ยกกองทัพออกไปปราบปรามเมื่อปีฉลู พ.ศ.๒๓๒๕ แต่ยกทัพไปถึงเพียงเมืองเปียงชีดอง ความทราบไปถึงท่านแม่ทัพว่า ในกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงเสียพระจริต เกิดจลาจลขึ้น จึงต้องยกกองทัพ กลับมาแก้ไข ดังนั้นการทางเมืองเขมรจึงต้องพักไว้คราวหนึ่ง
        ครั้นถึง ปีขาล พ.ศ.๒๓๒๕ เมืองเขมรเกิดจลาจลวุ่นวายขึ้นอีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระยายมราช (แบน) ออกไปจัดการให้เมืองเขมรมาขึ้นกรุงดังเดิม แต่พระยายมราช (แบน) ก็ไม่สามารถจัดการได้ ทำได้แต่เพียงเชิญเสด็จพระขนิษฐภคินีในสมเด็จพระนารายณ์ฯ ๒ พระองค์ มีพระนามภายหลังว่า สมเด็จพระท้าวเอกกษัตรี และ สมเด็จพระท้าวมหากษัตรี และ พระโอรสธิดาในสมเด็จพระรามราชา ๔ พระองค์ คือ พระธิดา ๓ พระองค์ นักองเมน นักองอี และ นักองเภา พระโอรสสุดท้อง ๑ พระองค์ คือ นักองเอง พระชันษา ๑๐ ปี กับ กวาดต้อนครัวเขมรเข้ารีตคริสตศาสนา ประมาณ ๕๐๐ คน เข้ามา ภายหลังทรงแต่งตั้งให้ พระยายมราช (แบน) เป็น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้สำเร็จราชการพระตะบอง ท่านผู้นี้เป็นต้นสกุล อภัยวงศ์ ในปัจจุบัน
        นักองเองนั้น ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเป็นพระราชบุตรบุญธรรม ภายหลังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภิเษกเป็น สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี ศรีสุริโยพรรณ ส่วนนักองเมนนั้นประชวรพิราลัยไป นักองอี และ นักเองเภา สมเด็จ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงขอไปเป็นบาทบาริจาริกา ภายหลังเจ้าจอมมารดานักองอี มีพระองค์เจ้าหญิงประสูติ ๒ องค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงกัมพุชฉัตร และ พระองค์เจ้าหญิงวงศมาลา ส่วนเจ้าจอมมารดานักองเภา มีพระองค์เจ้าหญิงประสูติ ๒ องค์ คือ พระองค์เจ้าหญิง สิ้นพระชนม์แต่ยังไม่มีพระนาม และ พระองค์เจ้าหญิงปุก
        เจ้านายเขมรทั้งหมดนี้ พระราชทานที่ดินให้อยู่อาศัยบริเวณ ตำบลคอกกระบือ หรือ คอกควาย ซึ่งปัจจุบันบริเวณคือ วัดยานนาวา ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๒๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังพระราชทานที่ริมคลองคูพระนคร เยื้องปากคลองหลอดข้าม ที่บริเวณนั้นจึงเรียกว่า วังเจ้าเขมร สืบมา ส่วนครัวเขมรเข้ารีต พระราชทานที่ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเหนือวัดสมอราย หรือวัดราชาธิวาส ซึ่งปัจจุบัน คือ บริเวณบ้านญวนสามเสน
        ๒) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ "ไพร่หลวงเกณฑ์บุญ" มาอาศัยอยู่บริเวณสนามกระบือ ซึ่งเป็นบริเวณวัดสุนทร ธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้งในปัจจุบัน (รายละเอียดอ่านได้ในบทสัมภาษณ์ นายทองใบ เรืองนนท์ ศิลปินแห่งชาติ)
        ๓) จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกี่ยวข้องกันระหว่างชุมชนเขมรและไพร่หลวงเกณฑ์บุญ ก็คือ ตำบลคอกกระบือ และ ทุ่งสนามกระบือ ซึ่งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ มีความเห็นว่า แม้ว่าจะเป็นคนละพื้นที่ แต่ชุมชนทั้งสองแห่ง น่าจะเกี่ยวข้องและมี ปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถหาหลักฐานและข้อมูลที่น่าเชื่อถือมายืนยันความเกี่ยวข้องกันได้ จึงขอบันทึกไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการค้นคว้าต่อไป
        ๔) มีหลักฐานหลายชิ้นกล่าวว่า เดิมชุมชนนางเลิ้งสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญ ซึ่งมีอาชีพปั้นโอ่งหรือตุ่มขาย ซึ่งหลักฐานประเภทนี้เป็นมุขปาฐะ ไม่สามารถหา หลักฐานที่น่าเชื่อถือกว่านี้ มารองรับมุขปาฐะดังกล่าวได้ ดังนั้น คณะกรรมการ ดำเนินงานโครงการฯ จึงสันนิษฐานจากหลักฐานเท่าที่มีอยู่ ความสังเขป ดังนี้
        ชาวมอญเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยเมื่อครั้งกรุงธนบุรี มีหัวหน้าชื่อ พระยาเจ่ง ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น พระยามหาโยธา (ต้นสกุลคชเสนี) ชาวมอญเหล่านี้ เดิมพระราชทานที่ให้อาศัยอยู่ที่เมืองปทุมธานี ครั้นถึง พ.ศ.๒๓๕๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ (เดิมเรียกว่าเมืองพระปะแดง) ขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาโยธา ย้ายครัวมอญ มีชายฉกรรจ์ ๓๐๐ คนไปรักษาเมืองใหม่แห่งนี้
        จะเห็นได้ว่า ชาวมอญส่วนหนึ่งย้ายถิ่นฐานจากเดิม โดยจะต้องใช้เส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญ ดังนั้น ชาวมอญอาจจะเดินทางผ่านบริเวณนี้ ทางด้านที่ติดกับ แม่น้ำมาบ้างแล้ว เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ขุดคลองผดุงกรุงเกษม เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ เพื่อขยายอาณาเขตพระนครออกไป อาจจะมีชาวมอญใช้เส้นทางคลองผดุงกรุงเกษมนี้ ติดต่อกับชุมชนเดิมที่เมืองปทุมธานี หรือเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณนางเลิ้งส่วนหนึ่ง
        ด้วยเหตุที่ชาวมอญเป็นผู้ที่มีฝีมือทางเครื่องปั้นดินเผา ประกอบกับ ไหอีเลิ้ง ของเขมรเป็นตุ่มที่มีขนาดใหญ่ เก็บน้ำฝนไว้ใช้ได้เป็นปริมาณมาก จึงอาจจะเป็นเหตุให้ ชาวมอญสนใจประดิษฐ์ตุ่มชนิดนี้ไว้ใช้ หรือขายเป็นรายได้ ด้วยเหตุดังนี้ จึงเป็นการ สืบทอดวิธีการทำไว้โดยทางอ้อม แต่ในปัจจุบัน ในชุมชนไม่มีอาชีพผลิตตุ่มอีเลิ้งหรือนางเลิ้ง อีกต่อไปแล้ว แม้แต่หลักฐานที่สำคัญ คือ ไหอีเลิ้ง ก็ไม่มีหลงเหลือปรากฏ อยู่เลย คำว่า อีเลิ้ง หรือ นางเลิ้ง ปัจจุบัน ในชุมชนแทบจะไม่มีใครรู้จักว่าแปลว่า อะไรด้วย
        นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวญวน ซึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นพวกสุดท้าย โดยรายละเอียดสามารถอ่านได้ในบทสัมภาษณ์ นายสุธรรม กำจัดดัสกร และ พระสมณานัมธีราจารย์

 ข้อขัดแย้ง
        อย่างไรก็ดี คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ มีข้อขัดแย้งประการหนึ่ง คือ คำว่า นางเลิ้ง และอีเลิ้ง ดังจะอธิบาย ดังนี้
        คำว่า อีเลิ้ง เป็นคำที่ใช้ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ดังนั้น การพิจารณาคำ ควรพิจารณาจากคำว่า อีเลิ้ง ไม่ควรพิจารณาจากคำว่า นางเลิ้ง ซึ่งค่อนข้างจะใหม่กว่า คำว่า อีเลิ้ง แต่สมมติฐานที่ว่า นางเลิ้ง มาจากคำว่า ฉนำงเฬิง นั้น เมื่อพิจารณาจาก ปริบทต่างๆ แล้ว มีน้ำหนักพอควรแก่การเชื่อถือได้มาก ดังนั้น คณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ จึงขอนำเสนอทั้งสมมติฐานและข้อขัดแย้งไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าต่อไป

 นางเลิ้งในปัจจุบัน
        ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.๒๓๒๕ - พ.ศ.๒๓๙๔) บริเวณราชธานียังมิได้มีอาณาเขตกว้างขวางดังปัจจุบัน ย่านนางเลิ้งยังเป็นทุ่งเป็นป่า ยังเป็นพื้นที่นอกเมือง ห่างไกล มีบ้านเรือนตั้งอยู่น้อยมาก
        หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุด "คลองผดุงกรุงเกษม" หรือที่ราษฎรนิยมเรียกว่าคลองขุดขึ้น เพื่อขยายอาณาเขตของราชธานี เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ความเจริญก็ได้เริ่มเข้าสู่ย่านนางเลิ้งเป็นลำดับ ผลของการขุดคลองผดุงกรุงเกษมนี้ ทำให้เกิดถนนเลียบคลองขึ้น ๑ สาย คือ ถนนกรุงเกษม นับแต่นั้นเป็นต้นมา ราษฎรก็นิยมสร้างบ้านเรือน เพาะปลูก ทำสวนบริเวณ ๒ ฝั่งคลองที่ขุดใหม่นี้มากขึ้น รวมทั้งในย่านนางเลิ้งด้วย
        ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตัดถนนผ่านย่านนางเลิ้งหลายสายด้วยกัน ประกอบกับทรงบูรณะถนนกรุงเกษมเดิมให้มีสภาพดีขึ้นด้วย ทำให้การเดินทางมานางเลิ้งสะดวกขึ้น นับแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็นิยมมาสร้างวังและสร้างบ้านตามแนวคลองผดุงกรุงเกษมและในบริเวณนางเลิ้งมากขึ้น
        เมื่อเกิดมีกิจการรถรางขึ้น บริษัทไฟฟ้าสยามจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการรถราง ได้วางเส้นทางการเดินรถรางผ่านย่านนางเลิ้งด้วย เรียกว่า รถรางสายรอบเมืองหรือรถรางสายแดง เพราะตัวรถทาสีแดง เริ่มเดินรถได้เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๗ จนกระทั่งเลิกกิจการรถรางเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ รถรางสายนี้ผู้คนนิยมเรียกว่า สายรอบเมือง
        เมื่อชุมชนเมืองขยายตัวออกมานอกกำแพงพระนครดังนี้ ย่านนางเลิ้งก็กลายจากสภาพป่ารกร้างมาเป็นที่อยู่อาศัยและชุมชน อาชีพดั้งเดิม ที่เคยทำกันมาแต่สมัยบรรพบุรุษก็เริ่มหายไป ความเจริญเริ่มหลั่งไหลเข้ามา เริ่มมีแหล่งบันเทิงเข้ามา เช่น ราชตฤณมัยสมาคม หรือ สนามม้านางเลิ้งและโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี เป็นต้น
        หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์บริเวณ ๒ ฝั่งถนนนครสวรรค์มากขึ้น เมื่อเกิดแหล่งชุมชน ตลาดนางเลิ้งก็เกิดตามมา อาคารพาณิชย์ เหล่านี้ เป็นที่ตั้งของร้านค้าเครื่องอุปโภคบริโภค ที่มีชื่อเสียงหลายร้านมาจนปัจจุบัน ด้านหลังอาคารพาณิชย์ก็เกิดเป็นชุมชน รวมทั้งมีโรงหญิงนครโสเภณีหรือบ้านโคมเขียวเกิดขึ้นบริเวณตรอกสะพานยาววัดแคนางเลิ้งด้วย นอกจากนี้ ยังได้เกิดสถานพยาบาล ที่ทันสมัยขึ้น คือ โรงพยาบาลมิชชั่น และเกิดสถานศึกษาขึ้นหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพณิชยการพระนคร ซึ่งประชาชนทั่วไปรู้จักในนาม "พณิชย์พระนคร" ซึ่งเป็นสถานศึกษาด้านวิชาชีพพณิชยการอันเก่าแก่และมีชื่อเสียงมาแต่อดีต โรงเรียนราชวินิตมัธยม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานกำเนิด เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้น
        ในปัจจุบัน นางเลิ้ง ยังคงเป็นชุมชนที่มีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ มีสถานที่สำคัญทั้งของราชการและเอกชนตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ควรแก่การศึกษาและการอนุรักษ์สืบไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 ศูนย์วัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร
 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพาณิชยการพระนคร

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๔๙๕, หน้า ๕๐๑ และ หน้า ๑๐๓๓.
*
เขียนถ่ายอักษรตามระบบ Thai - Khmer Romanization
Franklin E. Huffman and Im Proum, Cambodian - English Glossary. (Yale University Press, New Haven and Larden)
Ibid, p.32.
Ibid, p.139.
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕, หน้า ๒๔๖.
เรื่องเดิม, หน้า ๘๘๖.
เรื่องเดิม, หน้า ๗๓๔.


Auctore D.J.B. Pallegoix, Episcopo Mallensi, Vicario Apostolico Siamensi, สัพะพะจะนะพาสาไท DICTIONARIUM LINGUAE THAI SIVE SIAMENSIS INTERPRETATIONE LATINA, GALLICA ET ANGLICA, p. 406. (Parisiis Jussu Imperatoris Impressum In Typograpiieo Imperatorio : M DCCC LIV)


J.L.Vey, Bishop of Geraza, Vicar Apostolic of Siam, ศริพจน์ภาษาไทย์, (Revised) p.487 (Printing
Office of The Catholic Mission Bangkok : 1896)
๑๐
Dr.B.Breadley, หนังสืออักขราภิธานศรับท์ Dictionary of Siamese Language, หน้า ๗๘๗. (Bangkok 1873)
๑๑
อ่านรายละเอียดใน เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑, กรุงเทพ : คุรุสภา, ๒๕๒๖.
๑๒
กรมศิลปากร, ราชสกุลวงศ์, กรุงเทพ : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๖, หน้า ๘๑ - ๘๕.
๑๓
เจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร, ตำนานพระอารามแลทำเนียบสมณศักดิ์, กรุงเทพ : โรงพิมพ์ไทย, ๒๔๕๗, หน้า๑๕.
๑๔
อ่านรายละเอียดใน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒, กรุงเทพ : คุรุสภา, ๒๕๒๖.
๑๕
ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และคณะ, องค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์, กรุงเทพ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓, หน้า ๙๑.
๑๖
กรมศิลปากร, ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๒ รัชกาลที่ ๔ - พ.ศ.๒๔๗๕, กรุงเทพ : อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๕, หน้า ๓๒๑ - ๓๒๒.
๑๗
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕, อ้างแล้ว, หน้า ๓๕๖.