กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
font size small font size normal font size big
หน้าแรก
Search


ข่าวสาร >> บทความ
“วิสาขบูชา” วันพระใหญ่ ๒๖๐๐ ปี เปี่ยมบุญ มากความสุข


 

         ในเดือนมิถุนายนนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม หอบบุญมาฝากให้พี่น้องชาวไทยทุกคนร่วมกันสร้างบุญ สร้างกุศลกับวันสำคัญดีๆ ทางศาสนาของไทยเราและฝากถึงเพื่อนหลายคนที่ยังคงไม่ทราบที่มาและยังไม่รู้ว่า ควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อวันพระใหญ่ของไทยเรา "วันวิสาขบูชา” ที่ในปีนี้จะตรงกับวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ตรงกับวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ เป็นวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าประสูติ-ตรัสรู้-และปรินิพพาน ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของไทยเราและเป็นวันสำคัญสากลของโลก

         นอกจากจะเป็นวันพระใหญ่ ที่เวียนมาบรรจบในทุกปีแล้ว วันวิสาขบูชา ประจำปี ๒๕๕๕ นี้ ถือเป็นวาระพิเศษ ที่พระพุทธองค์ ทรงมีชัยชนะเหนือกิเลศตัณหาทั้งปวง โดยเป็นวาระของการครบรอบ ๒๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ ซึ่งประเทศไทย มีการจัด"งานฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า” ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นวาระพิเศษตลอดทั้งปี เช่น การจัดกิจกรรมพุทธบูชา การปฏิบัติธรรม และการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสังคม

         วันวิสาขบูชานี้ ถือเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ คือ เกิด  ได้ตรัสรู้ คือ สำเร็จ และปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ วาระ โดยวันวิสาขบูชานี้เริ่มมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่าได้แบบอย่างมาจากลังกา ในสมัยสุโขทัย ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านศาสนาใกล้ชิดกันมาก เพราะพระสงฆ์ชาวลังกาได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทย และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

         เนื่องในโอกาสพิเศษนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ขอน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ให้ชาวไทยที่เป็นพุทธบริษัทนำไปปฏิบัติ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในการฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ อันเกี่ยวเนื่องกับการประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จปรินิพพาน โดยหลักธรรมที่เป็นหนทางไปสู่ความสุข ความเจริญ คือความกตัญญู , อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท        

         ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตามแล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วยความซาบซึ้งไม่ลืมเลย พูดง่ายๆ คือ ตอบแทนและระลึกถึงผู้ที่มีอุปการคุณต่อเรา

         อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ ๔ เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคดมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

         ๑. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือ ขันธ์ ๕ 

         ๒. สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ๓ ประการ ได้แก่ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความ-อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ                                                                 

         ๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง ๓ ได้อย่างสิ้นเชิง

         ๔. มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคอันมีองค์ประกอบอยู่แปดประการ ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ ๓. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ ๔.สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ ๗. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ ๘. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง

         กิจในอริยสัจ คือสิ่งที่ต้องทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละข้อ ได้แก่

         ๑. ปริญญา  - ทุกข์ ควรรู้ คือการทำความเข้าใจปัญหาหรือสภาวะที่เป็นทุกข์อย่างตรงไปตรงมา ตามความเป็นจริง เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา

         ๒. ปหานะ - สมุทัย ควรละ คือการกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นการแก้ปัญหาที่เหตุต้นตอ

         ๓. สัจฉิกิริยา - นิโรธ ควรทำให้แจ้ง คือการเข้าถึงภาวะดับทุกข์ หมายถึงภาวะที่ไร้ปัญหาซึ่งเป็นจุดมุ่งหมาย

         ๔. ภาวนา - มรรค ควรเจริญ คือการฝึกอบรมปฏิบัติตามทางเพื่อให้ถึงความดับแห่งทุกข์ หมายถึงวิธีการหรือทางที่จะนำไปสู่จุดหมายที่ไร้ปัญหา

         และหลักธรรมที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ ความไม่ประมาท ความระมัดระวัง ตั้งใจ และตื่นตัวเฝ้าดูสิ่งต่างๆ ที่กำลังจะเกิดและเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องรอบๆ ตัวด้วยความรู้สึกตัวทั่วถึง มีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะกระทบต่อชีวิตสังคมและประเทศชาติอยู่ตลอดเวลา จงมีสติทุกครั้งเวลาจะทำอะไร จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและผู้อื่น

         กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนชาวไทยทุกคนโดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชาของไทย โดยร่วมกันทำบุญตักบาตร ไหว้พระ สวดมนต์  และร่วมกันเวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนาเพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า และที่สำคัญควรนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เพื่อคอยย้ำเตือนสติเราให้ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ทำให้จิตใจสงบสุขเบิกบาน ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างมีคุณภาพ เป็นประชาชนคนไทยที่ดี ด้วยการสร้างบุญ สร้างกุศล เพื่อนำพาชีวิตสู่ความเจริญร่วมกัน

********************
 
นายฐิติ จันทรวรรณกูร
กลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักนวัตกรรมทางวัฒนธรรม
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
 

ลิขสิทธิ์ของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ | การปฏิเสธความรับผิด (Disclaimer)