กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
font size small font size normal font size big
หน้าแรก
Search


ข่าวสาร >> บทความ
‘พืชมงคล’ พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ สร้างกำลังใจ เสริมความเชื่อมั่น ธำรงวิถีชีวิต ‘เกษตรกร’ ผู้ผลิตอาหารหลักของโลก


 

            "ศรัทธา ความเชื่อ เป็นพืชพันธุ์ข้าวปลูกของเรา ตบะ-ความเพียร เผาบาป เป็นเมล็ดฝน ปัญญา-ความรอบรู้เป็นแอกและไถ หิริ-ความละอายใจ เป็นงอนไถ เป็นเชือกถัก สติ-ความระลึกได้ เป็นผาลและปฏัก เราจะระวังกาย ระวังวาจาและสำรวม ระวังในอาหาร ทำความสัตย์ให้เป็นท่อไขน้ำ เป็นพาหนะนำไปสู่ที่อันเกษม จากเครื่องผูกพันที่ไปไม่กลับ ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศก การไถของเราเช่นนี้มีผลเป็นอมตะมิรู้ตาย บุคคลมาประกอบการไถเช่นว่านี้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์สิ้นทุกประการ”

           เป็นคาถาภาษาบาลีพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ ที่ได้ยกพระคาถาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแสดงการทำนาของพระองค์แก่กสิภารทวาชพราหมณ์ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของคำอธิษฐานในประกาศพระราชพิธีพืชมงคล เพื่อสร้างสิริมงคลให้แก่การทำนา และให้พืชผลที่เพาะปลูกของประเทศไทยเกิดความเจริญงอกงาม อีกทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ แก่เกษตรกรหรือชาวนา ผู้ที่มีอาชีพปลูกข้าว อาชีพที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ในสังคมเกษตรกรรม ฉะนั้นเมื่อฤดูกาลเพาะปลูกข้าวเวียนมาถึง ประเทศไทยโดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์จะให้ความสำคัญ ต่อช่วงเวลาดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง และกำหนดให้จัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา พิธีนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา จนเป็นประเพณีที่สำคัญและถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่มีเหตุให้งดจัดงานระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๘๐-๒๕๐๒ เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในความไม่สงบ

           พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพระราชพิธี ๒ พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลซึ่งเป็นพิธีสงฆ์ (รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดเพิ่มขึ้น) และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีพราหมณ์  จึงมีชื่อเรียกรวมกันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยพระราชพิธีพืชมงคลจะประกอบพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพิธีการทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวโพด ถั่ว งา เผือก มัน ฯลฯ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ดังกล่าว ปลอดจากโรคภัยและให้เจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ดี สำหรับพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจะประกอบพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เป็นพิธีเริ่มต้นการไถนา หว่านเมล็ดข้าว เพื่อเป็นอาณัติสัญญาณว่า บัดนี้ฤดูกาลทำนาและเพาะปลูกได้เริ่มขึ้นแล้ว

           ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน ถึงความมุ่งหมายที่เป็นสาเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีนี้ขึ้น ว่า

           "การแรกนาที่ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมนิยมที่มีมาแต่โบราณ เช่น ในเมืองจีน สี่พันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีทรงเลี้ยงตัวไหม ส่วนในประเทศสยามก็มีปรากฏอยู่ในการแรกนานี้อยู่เสมอไม่มีว่างเว้น ด้วยการที่ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจมุ่งหมั่นในการทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่น และความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง”

           ส่วนการที่ต้องมีพิธีกรรมทางด้านพุทธและพราหมณ์มาเจือปน ก็ด้วยความหวาดกลัวต่ออันตรายหรือปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก คือ ปริมาณน้ำฝน หรือน้ำจากธรรมชาติที่มีมากไป หรือมีน้อยไปบ้าง และแมลงศัตรูพืช โรคภัยต่างๆ ที่จะรวบกวนพืชผล ไม่ให้ผลผลิตที่สมบูรณ์อย่างที่ต้องการ จึงต้องมีพิธีการที่จะช่วยส่งเสริม และมีการเสี่ยงทายให้รู้ล่วงหน้าเพื่อสร้างความมั่นใจก่อนที่เริ่มการเพาะปลูก ด้วยใช้พิธีกรรมทางพุทธศาสนาเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคล พิธีกรรมทางพราหมณ์ การบูชาเซ่นสรวง ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชาวนาได้

           แม้สภาพบ้านเมืองในปัจจุบัน จะมีความทันสมัยและมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้ง สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนอย่างมหาศาล ดังอุทกภัยใหญ่ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปี ๒๕๕๔ นอกจากจะสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน เขตพื้นที่อุตสาหกรรม สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่สร้างขวางกั้นเส้นทางของน้ำแล้ว พื้นที่ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ก็ถูกน้ำท่วมขังนานนับเดือน สร้างความปวดร้าวให้แก่ชาวนา ชาวไร่ ยากที่จะเยียวยาความชอกช้ำในใจให้หายขาดได้

           อุทกภัยในปี ๒๕๕๔ ธนาคารโลก ได้ประเมินมูลค่าความเสียหายสูงถึง ๑.๔๔ ล้านล้านบาท (เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔) โดยจัดให้เป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายมากที่สุดเป็นอันดับที่สี่ของโลก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อบริเวณพื้นที่ลุ่มแม้น้ำเจ้าพระยา และลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม กว่า ๑๕๐ ล้านไร่ ใน ๖๕ จังหวัด ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ๔,๐๘๖,๑๓๘ ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมขังสร้างความเสียหายต่อต้นข้าวและพืชไร่ถึง ๑๑.๒๐ ล้านไร่ บ่อเลี้ยงปลา/กุ้ง/หอย ๒ แสนกว่าไร่ภัยน้ำท่วมครั้งนี้ จัดเป็นอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดทั้งในด้านปริมาณน้ำและจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบ

           ในวันที่ ๙ พฤษภาคม ซึ่งเป็น "วันพืชมงคล” ประจำปี ๒๕๕๕ นี้ จึงเป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อวิถีชีวิตของพี่น้องชาวนา ชาวไร่ และผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ด้วยเป็นวันที่ใช้เริ่มฤดูกาล เป็นการเริ่มต้นการทำนาเพาะปลูก ‘ข้าว’ ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ใช้เลี้ยงชีวิตของคนทั้งประเทศและคนส่วนใหญ่ของโลก ดังนั้น การประกอบพระราชพิธีเนื่องในวันพืชมงคล ในวันนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างขวัญและกำลังใจ ให้แก่ชาวนา ชาวไร่ ได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความเชื่อมั่นต่อผลผลิตที่จะเจริญงอกงามในอนาคต แม้เราซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปถึงจะไม่ได้ประกอบอาชีพด้านการเกษตร แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ฉะนั้นจึงควรทำความเข้าใจ ช่วยกันอนุรักษ์ และเผยแพร่ วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่านี้ ให้ลูกหลาน เยาวชนคนรุ่นปัจจุบัน ตลอดจนชาวต่างชาติ ได้เข้าใจและให้ความสำคัญต่อเกษตรกร ผู้ที่ผลิตอาหารหลัก หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนของประเทศ และของโลก ให้ดำรงวิถีชีวิตเกษตรกร การทำนาปลูกข้าว เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง และประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

*********************
 
โดย นายศาตนันท์ จันทรวิบูลย์  กลุ่มประชาสัมพันธ์  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
 
ลิขสิทธิ์ของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ | การปฏิเสธความรับผิด (Disclaimer)