กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้
font size small font size normal font size big
หน้าแรก
Search


ข่าวสาร >> บทความ >> เล่าสู่กันฟัง
เล่าสู่กันฟัง...เรื่อง "สาวิตรี : นางเอกนักเจรจาต่อรอง"

วันที่ 21 ก.ย. 2563
 
 

     "สาวิตรี” เป็นหนึ่งในนางเอกวรรณคดีที่ "สวย ฉลาด” สามารถใช้สติปัญญาและวาทศิลป์อันยอดเยี่ยมยื้อชีวิตสามีกลับจากมือพระยมได้ เรื่องราวของนางเป็นอย่างไร เรามาเล่าสู่กันฟัง
 
     กล่าวถึงท้าวอัศวบดีผู้ครองแคว้นมัทรราษฎร์ ไม่มีพระโอรสธิดาจะสืบราชบัลลังก์ จึงได้บำเพ็ญภาวนาบูชาพระนางสาวิตรี พระมเหสีแห่งพระพรหมอย่างเคร่งครัด ยาวนานถึง ๑๘ ปี พระนางพอพระทัยจึงได้ประทานพรให้พระองค์มีพระธิดาที่เพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมอันงดงาม และมีสติปัญญาเป็นเลิศ เมื่อพระธิดาถือกำเนิด ท้าวอัศวบดีได้ตั้งนามให้ว่า "สาวิตรี” เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระแม่เจ้า
 
     เมื่อเวลาผ่านไป "สาวิตรี” ก็เติบโตเป็นสาวงามอย่างหาผู้ใดทัดเทียมได้ยาก อีกทั้งยังมีความเฉลียวฉลาดเกินตัวจนไม่มีชายใดกล้ามาสู่ขอ ทำให้พระบิดาทรงกังวลพระทัยยิ่ง ที่สุดจึงตัดสินใจให้สาวิตรีเป็นผู้เลือกสามีด้วยตนเอง ดังนั้นนางจึงออกเดินทางพร้อมด้วยราชองครักษ์และมหามนตรีสุเกรชีเพื่อไปหาคู่ครองที่เหมาะสม เมื่อนางเดินทางมาถึงเมืองของท้าวจันทราเชน ได้เจอกับ "มาดัน” ลูกชายเจ้าเมืองผู้มีนิสัยหยาบกระด้าง และมักมากในกามคุณ พยายามจะมาล่วงเกินย่ำยีนาง แต่นางรู้ทันจึงหลอกให้มาดันหลงกลทำพิธีผูกรัคชิคเป็นพี่น้องกับนางแทน ทำให้มาดันที่ต้องกลายมาเป็นพี่ชายนางอาฆาตแค้นเป็นอย่างมาก
 
      วันหนึ่งนางได้ขี่ม้าผ่านไปที่แห่งหนึ่ง จู่ๆ ม้าก็หยุดเดินไม่ไปไหน พลันนางได้ยินเสียงคนตัดไม้ จึงแอบเข้าไปดู ได้พบหนุ่มรูปงามคนหนึ่งกำลังต่อล้อต่อเถียงกับนางยักษ์ที่จะมาขอร่วมอภิรมย์กับชายหนุ่ม แต่เขาไม่ยอม แถมยังด่าทอนางยักษ์ทำนองว่า รู้จักความอายที่เป็นคุณสมบัติของกุลสตรีหรือไม่ ถ้าหญิงใดไม่มี ก็สมควรไปตายซะ นางยักษ์แม้จะผิดหวังแต่ก็ยอมจากไปด้วยดี แต่เพราะคำพูดนี้เองที่ทำให้สาวิตรีรู้สึกดีต่อชายหนุ่ม พลันมีเสือตัวใหญ่วิ่งออกมาไล่กวดนางที่ซ่อนอยู่ที่พุ่มไม้ ชายคนตัดไม้จึงได้ขว้างขวานไปที่เสือ ขณะเดียวกันมาดันซึ่งตามมาก็ยิงธนูใส่หลังเสือเช่นกัน เสือที่บาดเจ็บ จึงเตลิดหนีเข้าป่าไป ครั้นชายหนุ่มเข้ามาหาสาวิตรี มาดันซึ่งเกิดความหึงหวงจึงต่อว่าสาวิตรีอย่างเสียๆหายๆ ชายหนุ่มได้เข้าต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของนาง ทำให้นางยิ่งประทับใจในตัวเขายิ่งขึ้น และเมื่อมหามนตรีสุเกรชีตามมาทัน จึงได้ไล่มาดันไป หลังจากสอบถามความเป็นมา จึงได้ทราบว่า ชายหนุ่มมีนามว่า "พระสัตยวาน” เป็นโอรสท้าวทยุมัตเสนราชาแห่งแคว้นศาลวะและพระนาง ไสพยามเหสี เหตุที่ต้องมาอาศัยอยู่ในป่า เพราะพระบิดาพาหลบหนีศัตรูที่แย่งชิงบัลลังก์มาบวชเป็นฤาษีที่นี่ และยังเคราห์ร้ายพระเนตรของพระองค์ยังมืดบอดสนิทไปอีก แม้จะเห็นหนทางที่ยากลำบากข้างหน้า แต่ด้วยความซาบซึ้งในสิ่งที่พระสัตยวานประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นความรักขึ้นมา สาวิตรีจึงตกลงปลงใจเลือกชายหนุ่มเป็นพระสวามี และได้นำความไปกราบทูลกับท้าวอัศวบดีพระบิดา ก่อนที่พิธีสยุมพรจะเกิดขึ้น พระนารทฤาษีที่ได้รับเชิญมาร่วมพิธีและทราบข่าวจากพระยมว่าพระสัตยวานจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงปีเดียวเท่านั้น จึงได้กล่าวทัดทานการแต่งงานครั้งนี้ แต่สาวิตรีกลับเชื่อมั่นและยืนกรานจะใช้ชีวิตคู่กับพระสัตยวาน ซึ่งหลังแต่งงานนางก็ได้ปฏิบัติตนตามคุณสมบัติของแม่ศรีเรือนดูแลสามี พ่อแม่สามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะเดียวกันก็พยายามหาวิธีการที่จะยืดอายุขัยพระสัตยวานอยู่ตลอดเวลา นางได้สวดภาวนาต่อเทพเจ้าเพื่อขอพร และได้รับคำแนะนำให้บำเพ็ญเพียรด้วยการอดอาหาร ๓ วันสุดท้ายก่อนถึงกำหนดวันตายของพระสัตยวาน เมื่อวันนั้นมาถึงพระสัตยวานซึ่งไม่ได้เฉลียวใจอันใด ก็เตรียมตัวออกไปเก็บผลหมากรากไม้ตามปกติ สาวิตรีซึ่งทราบถึงวันดังกล่าวดี จึงขอติดตามไปด้วย ระหว่างเดินๆนั้นเอง พระสัตยวานก็เป็นลมล้มลงและเสียชีวิตในทันที พระยมก็ได้มานำดวงวิญญาณไป สาวิตรีเห็นเช่นนั้น จึงได้ถามพระยมว่าเหตุใดจึงมารับพระสวามีนางด้วยตนเอง พระยมก็แปลกใจที่สาวิตรีมองเห็นพระองค์ แต่ก็ตอบนางว่าตามปกติแล้ววิญญาณชั้นต่ำยมทูตจะเป็นผู้รับไป แต่ด้วยพระสัตยวานเป็นผู้เปี่ยมด้วยศีลบริสุทธิ์และทรงคุณงามความดี พระองค์จึงมารับเอง ส่วนสาวิตรีก็ตอบว่าที่นางมองเห็นพระองค์ก็เพราะบารมีแห่งตบะที่นางตั้งใจบำเพ็ญขึ้น ว่าพลางนางก็เดินตามพระยมไปตลอดทาง พระองค์เห็นดังนั้นจึงบอกให้นางกลับไป เพราะหนทางที่ไปนั้นเป็นภพคนตายที่มีอันตรายและยากลำบาก อีกทั้งพระสวามีของนางก็ตายแล้ว จะติดตามไปก็ไม่มีประโยชน์ นางจึงทูลตอบว่า นางไม่หวั่นต่อความยากลำบากหรืออันตรายใดๆ เพราะคิดว่าความมีสัมมาคารวะต่อผู้หลักผู้ใหญ ตบะที่บำเพ็ญเพียรมา รวมถึงความเมตตาที่พระยมมีต่อนางจะเป็นเกราะคุ้มภัยให้นางได้ และว่าผู้ใดทำความดี ความดีย่อมส่งผลให้ผู้กระทำพบแต่ความสุขใจ ซึ่งมีค่ากว่าทรัพย์สินใดๆ พระยมได้ฟังคำพูดนางก็รู้สึกพอพระทัย จึงตรัสให้พรนาง ๑ ข้อ แต่ห้ามขอชีวิตสามี นางจึงขอให้ท้าวทยุมัตเสนพระบิดาของสวามีหายจากตาบอด
 
     พระยมก็ประทานพรให้ตามนั้น แต่สาวิตรีก็ยังเดินตามพระองค์ไปอีก ครั้นทรงตรัสห้าม นางก็ตอบด้วยถ้อยคำนอบน้อมอ่อนหวานว่า เมื่ออยู่ใกล้สวามีนางไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย พระสวามีอยู่ในสภาพใด นางก็ยินดีอยู่ในสภาพนั้น ยิ่งกว่านั้นการเดินตามพระยมผู้ทรงคุณธรรมล้ำเลิศเช่นนี้ ย่อมมีแต่เกิดผลดีนับเอนกอนันต์ พระยมได้ฟังมธุรสวาจาดังกล่าว ก็ทรงพอพระทัยยิ่ง จึงประทานพรให้นางอีก ๑ ข้อ ยกเว้นขอชีวิตสามีตามเดิม นางจึงขอให้พ่อสามีได้ราชบัลลังก์ที่ศัตรูช่วงชิงไปคืนมา พระองค์ก็ทรงประทานให้ และได้นางห้ามนางมิให้ตามไปอีกครั้ง แต่นางก็ยังติดตามไปอย่างไม่ย่อท้อ อีกทั้งยังได้สรรเสริญถึงความเที่ยงธรรมที่พระยมได้ทรงมอบความตายให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกันโดยมิได้ลำเอียงแม้แต่น้อย นางได้ทูลถึงหลักคุณธรรมที่ว่า ศีลธรรมของคนดีนั้นแท้จริงอยู่ที่การละเว้นความชั่วที่คิดร้ายต่อผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ และควรมีจิตเมตตาพร้อมที่จะอภัยให้ทุกคน แม้แต่กับศัตรู คติธรรมที่นางกล่าวต่อพระองค์นี้ทำให้ทรงประทานพรให้นางเพิ่มอีก ๑ ข้อ โดยห้ามขอชีวิตของพระสัตยวานเหมือนเดิม คราวนี้นางจึงขอพรให้พระบิดามารดาของนางมีลูก ๑๐๐ คนเพื่อจะได้มีผู้สืบ ราชสมบัติ พระองค์ก็ประทานให้อีก และก็ยังห้ามนางมิให้ตามไปเช่นเดิม แต่นางก็ยังเดินตามไปอีก โดยกล่าวว่าเมื่อเดินตามพระสวามีที่รัก แม้หนทางจะยาวไกลแค่ไหน นางก็เดินไหว ครั้นเมื่อถึงยมโลก พระยมราชก็ตรัสว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีใครเข้าไปได้ หากไม่ได้รับอนุญาต นางก็ยังเดินตามไปอีก พระองค์จึงตรัสว่า ลูกรักอย่าดื้อเลย ให้กลับไปเถอะ นางจึงตอบว่าเมื่อพระองค์เรียกนางว่าลูก แล้วเหตุใดจึงไม่ให้ลูกเข้าไปในบ้านของพ่อ พระองค์เห็นใจในความเพียรพยายามของนางจึงต่อรองจะให้พรนางอีก ๑ ข้อ ยกเว้นชีวิตสามี และขอให้นางกลับไป นางจึงขอพรให้มีลูก ๑๐๐ คน พระยมก็ให้พรดังที่ขอ (คงให้จนชินปาก เลยลืมนึกถึงผลที่ตามมา) ครั้นให้พรแล้ว ยังเห็นนางเดินตามมาอีก จึงทรงพิโรธและดุว่านาง ครานั้นพระนารทฤาษีได้มาปรากฏตัวพร้อมบอกกับพระยมว่า การที่พระองค์ประทานพรให้นางมีลูก ๑๐๐ คน แต่สตรีที่รักและซื่อสัตย์ต่อสามีเช่นนางจะมีลูกตามพรที่ขอได้อย่างไร หากไร้ซึ่งสามี พระยมฟังแล้วถึงกับไปไม่ถูก คิดแล้วก็จริงตามนั้น จึงยอมปล่อยดวงวิญญาณของพระสัตยวาน กลับคืนไป สาวิตรีจึงได้กลับมาครองคู่กับพระสัตยวานและได้รับพรตามที่ท่านประทานให้ทุกประการ เหล่าเทพเทวดาและฤาษีทั้งหลายเมื่อได้ทราบข่าวต่างก็สรรเสริญถึงความกล้าหาญ และความชาญฉลาดของนาง
 
      จะเห็นได้ว่า"สาวิตรี” นางเอกเรื่องนี้ นอกจากจะมีความสวยแล้ว ยังมีคุณสมบัติของนักเจรจาต่อรองเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ ความมั่นในตนเอง การรู้จักวางแผน และใช้ความสามารถในวิเคราะห์คู่เจรจาคือพระยมราช กล่าวคือ แม้นางจะมีจุดยืนที่ต้องการจะขอชีวิตสามีคืนมา แต่ก็รู้ว่าถ้าขอทันที คงยากที่จะสำเร็จ ในชั้นแรกจึงเพียรติดตาม ชวนพูดคุย และจากการเจรจาโต้ตอบกัน ทำให้นางอ่านใจได้ถึงความเมตตา และความเที่ยงธรรมที่เป็นวัตรปฏิบัติของพระยมราช จึงสรรเสริญได้ถูกจุด ฟังแล้วไม่เป็นการยกยอเกินจริง รู้จักพูดคติธรรมที่ท่านชื่นชอบ ดังนั้น จึงได้รับพรจากท่าน และเมื่อท่านให้พร โดยห้ามขอชีวิตสามี นางก็ไม่ดื้อดึง ยอมประนีประนอมขอในเรื่องอื่นๆที่อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของตนไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขอให้พ่อสามีหายตาบอด ขอราชบัลลังก์ของท่านคืนจากศัตรู ขอให้บิดามารดาตนมีลูกสืบสันติวงศ์ จนสุดท้ายจึงซ่อนความฉลาดคิด ด้วยการขอลูกให้ตนเอง โดยนางไม่ได้ผิดคำพูด เพราะไม่ได้ขอชีวิตพระสวามี จนพระยมต้องคืนชีวิตสามีนางให้ในที่สุด กล่าวได้ว่า นางสามารถเจรจาจนประสบความสำเร็จเกินคาด
 
...................................................
 
น.ส.ทัศชล เทพกำปนาท ที่ปรึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม
(ภาพ) ธารทิพทย์ สมบัติแก้ว, สุดาสมร นุตเวช จาก สาวิตรี ผู้ขอพรพรยม: นางในวรรณคดี
(น. 90), โดย ปิยตา วนนันทน์, 2542, กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์.
ลิขสิทธิ์ของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำหรับใช้ประโยชน์เพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ | การปฏิเสธความรับผิด (Disclaimer)