Get Adobe Flash player

16 มกราคม - วันครู

ดัชนีบทความ
16 มกราคม - วันครู
หน้าที่ของครู
ดอกไม้ไหว้ครู
ขนบประเพณี - สักวา ไหว้ครู
เพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครู
พิธีไหว้ครูโขน
ทุกหน้า
6 ปาเจรา จริยา โหนติ คุณุตรานุสาสกา
ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ
ปัญญาวุฒิ กเรเตเต ทินโนวาเท นมามิหัง


กาพย์ฉบัง ๑๖ ที่เราสวดในวันไหว้ครูทุก ๆ ปีนี้มีคุณค่าทางจิตใจแก่เราเป็นอันมาก จะทำการใดต่อ ๆ ไปรู้สึกอบอุ่นใจว่าเป็นศิษย์มีครู มีผู้คอยสอดส่องดูแลให้เราทำได้ดีถูกต้อง

ครู หมายถึง ผู้สั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ไม่ว่าจะเป็น ภาษา การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิต ฯลฯ รวมทั้งเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ ภูมิปัญญา เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถตระหนักได้ว่าควรจะเลือกรับวัฒนธรรมต่างชาติที่ ดี ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของตนเอง ครูจะต้องทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมให้แก่ลูกศิษย์ด้วยเช่นกัน

ในปีพ.ศ.2499 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมานตรีในสมัยนั้น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมทั่วประเทศ ถึงความคิดที่จะกำหนดให้มีวันครู และเป็นการสอดคล้องกับความคิดเห็นของครูโดยทั่วไป ดังนั้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2599 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้ วันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่ประกาศพระราชบัญญัติ ครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2488 เป็น "วันครู"

วันครูได้ให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาในปีพ.ศ.2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคล ให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษาและวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู

ความมุ่งหมายในการจัดงานวันครู
1. เพื่อประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์
2. เพื่อส่งเสริมความสามัคคีธรรมระหว่างครู
3. เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

พระพุทธเจ้าได้เปรียบครูว่า เป็นดังทิศเบื้องขวา ผู้ซึ่งมีหน้าที่อนุเคราะห์ต่อศิษย์ดังนี้
๑ แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี
๒.สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง
๓.สอนศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง
๔.ส่งเสริมยกย่องความดีงามความสามารถให้ปรากฏ
๕.สร้างเครื่องคุ้มภัยในสารทิศ คือ สอนฝึกให้สามารถใช้วิชาเลี้ยงชีพ และรู้จักดำรงรักษาตน ในอันที่จะดำเนินชีวิตต่อไปด้วยดี

คำปฏิญาณ
ข้อ 1.    ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
ข้อ 2.    ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศืษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
ข้อ 3.    ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม


 13หน้าที่ของครูอาจารย์ที่พึงมีต่อศิษย์
๑. แนะนำดี คือ การให้คำแนะนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ ลูกศิษย์
๒. ให้เรียนดี คือ การแนะนำส่งเสริม สนับสนุน ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ ลูกศิษย์ ให้มีผล
การเรียนที่ดี
๓. บอกศิลปะให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง โดยการถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดที่ตนเองมีอยู่ให้แก่ลูกศิษย์
๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ให้การสนับสนุนและยกย่องลูกศิษย์ที่มีความประพฤติดีให้ปรากฏแก่เด็กคนอื่นๆ เพื่อนำไปเป็นแบบอย่าง
๕. ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ปกป้องและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกศิษย์ จาก สิ่งแวดล้อมและสิ่งยั่วยุที่ไม่ดีทั้งหลาย

 

จรรยามรรยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู
๑. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
๒. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
๓. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ พร้อมทั้งอุทิศเวลาของตนให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานมิได้
๔. รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใดๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู
๕. ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา
๖. ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อ มนุษยชาติ
๗. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการโดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของ ตนและไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน
๘. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรมไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ
๙. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ของผู้ร่วมงานและของสถานศึกษา
๑๐. รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน

 


 

8คนโบราณ ( ยุคก่อนราว 100 ปีมาแล้ว ) จะสอนจะเตือนคนด้วยกันเอง เพื่อให้อยู่ในสังคมของยุคนั้นได้อย่างเป็นสุขมีวิธีสอนอยู่หลายวิธี เช่น การสอนโดยการบอกตรง ๆ แต่มักจะถูกปฏิเสธหรือดื้อไม่ยอมรับคำสอน ก็จะเปลี่ยนเป็นการสอนโดยการเล่านิทานให้เป็นคติเตือนใจ จึงจะเห็นได้ว่านิทานไทย หรือที่เรียกกันว่านิทานพื้นบ้าน จะมีหลายประเภทหลายระดับของของผู้ฟังที่ต้องการสอนหรือเตือนสติว่า ควรทำ ไม่ควรทำ หรือระมัดระวัง ถ้าจะกระทำ

ถ้าเป็นเด็ก ๆ ก็จะใช้นิทานที่เกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับการสามัคคีการเสียสละ การมีความมานะพยายามและการมีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตาต่อสัตว์ เกี่ยวกับการสามัคคี การเสียสละ มีความมานะพยายามและการมีจิใจอ่อนโยน มีเมตตาต่อสัตว์และต่อเพื่อน ๆ ด้วยกัน ตลอดจนความซื่อสัตย์ สุจริต
          

เมื่อถึงวัยหนุ่มสาว มีเหย้ามีเรือนแล้วก็จะเป็นนิทานอีกลักษณะหนึ่ง โดยมุ่งสอนให้ระมัดระวังเรื่องการครองรัก ครองเรือน การคบชู้สู่ชาย การล่วงเกินทางเพศกับ พี่เมีย น้องเมีย ตลอดจนแม่ยายหรือบุคคลอื่น ๆ ในบ้าน

นิทานไทย ไม่เว้นแม้กระทั้ง พระสงฆ์องค์เจ้า ตาเถร ยายชี ก็มีเรื่องเล่าไว้เป็นเครื่องเติอนสติเป็นการควบคุมพระธรรมวินัยอีกชั้นหนึ่ง นอกจากการอาบัติทางสงฆ์

การสอนในลักษณะที่สามได้แก่ การใช้คำคล้องจอง สุภาษิต หรือคำพังเพย ผูกไว้เตือนใจเตือนสติ เช่น  
" น้ำขึ้นให้รีบตัก "
" ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม "
" มือไม่พายอย่าเอาเท้า ราน้ำ "
" รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา "
" รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง "
" รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี "
" รักยาวให้ปั่น รักสั้นให้ต่อ "
" เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง "
" อย่าขี่ช้างจับตั๊กแตน "
" ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ "
" ไม่เห็นน้ำอย่าตัดกระบอก ไม่เห็นกระรอกอย่าโก่งหน้าไม้ "
" เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมือแก่ "
" ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่ ดูให้แน่ต้องดูถึงยาย "
ฯลฯ 

คำสุภาษิตมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ถ้าทำตามแล้วจะได้ดีตามนั้นส่วนคำพังเพยให้เกิดการเปรียบเทียบ เตือนสติจะทำหรือไม่ทำ ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นส่วนย่อย ๆ เท่านั้น มีอีกมากมาย ที่คนโบราณท่านคิดไว้เป็นเรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งว่าในยุคปัจจุบันนี้ไม่มีใครแต่ง สุภาษิต หรือคำพังเพยเพิ่มเติมอีกเลย มีแต่คำขวัญ ลม ๆแล้ง ๆ ท่องกันแจ้ว ๆ แต่ไม่ได้นำมาประพฤติปฏิบัติ

การสอนของคนโบราณในประการที่สี่ได้แก่การใช้คุณลักษณะพิเศษของใบไม้ ดอกไม้ ต้นไม้ผลไม้ ก้อนหิน อาหาร ขนม โดยดุจากลักษณะ คุณสมบัติ ชื่อ มาเป็นเครื่องประกอบการเรียนการสอนหรือเรียกว่า อุปกรณ์การสอนคงไม่ผิด ( แสดงว่าคนโบราณเก่ง รู้จักการใช้อุปกรณ์การสอนมานมนาน ก่อนครูในยุคปัจจุบันเสียอีก )

อุปกรณ์การสอนที่ว่ามีมากมาย ขอยกตัวอย่างอีก 2-3 ชนิด เช่น เวลาจะให้เจ้าบ่าวขึ้นเรือนหอ ให้เจ้าบ่าวยืนบนก้อนหินลับมีด ( เป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนฟ้า ยาว 12 นิ้ว ด้านกว้างราย 4-5 นิ้ว เป็นหินทรายเนื้อละเอียด ) บนก้อนหินมีหญ้าแพรกปูทับอยู่ แล้วญาติพี่น้องของฝ่ายเจ้าสาวก็จะราดน้ำล้างเท้าให้ ก็เป็นการสอนโดยใช้อุปกรณ์การสอนให้เจ้าบ่าวตระหนักว่า มาเป็นบ่าวจะต้องใจคอหนักแน่นเหมือนหิน และขยันทำมาหากินให้เจริญรุ่งเรืองดุจหญ้าแพรก ( เป็นหญ้าที่ทนน้ำทนฝนทนแดดทนไฟ )  


ปลูกต้นไม้ไว้หน้าบ้านต้องเป็นต้นมะยม หลังบ้านต้องเป็นต้นขนุน ก็เป็นการสอนให้รู้จักทำตัวให้เป็นที่รักใคร่นิยมชมชอบของเพื่อนบ้าน ( มะยม ) และรู้จักอุดหนุนจุนเจอเครือญาติพี่น้องตลอดจนคนบ้านใกล้เรือนเคียง ( ขนุน ) ใช้เป็นการสอนและใช้ต้นไม้เป็นอุปกรณ์การสอน
อาหารหรือขนมในสำรับกับข้าวก็จะใช้เป็นอุปกรณ์การสอนได้หมด เช่น ขนมจีน จะต้องจับให้ยาว ๆ ( เส้นยาว ) เพื่อให้รักกันยืดยาว ใช้ขนมจีนสอนขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทองก็สอนให้รู้จักทำมาหากินให้มั่งมีเงินทอง ใช้ชื่อขนมสอน ใช้ขนมเป็นอุปกรณ์การสอน ฯลฯ

ดอกไม้ก็ต้องเป็นดอกรักดอกบานไม่รู้โรย ดอกบานชื่นดอกทานตะวัน ใช้ชื่อดอกไม้เป็นมงคลและใช้ดอกไม้เป็นอุปกรณ์การสอน  


ดอกมะเขือ เป็นสัญลักษณ์แทนความสามารถในการเกิดและแพร่กระจายได้ทั่วไปในทุกที่ด้วยมีเมล็ดมาก เปรียบเสมือน ปัญญาความคิดที่พร้อมจะเกิดและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ดอกมะเขือยังมีลักษณะโค้งลง แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของลูกศิษย์ที่มีต่อครู เป็นอุปกรณ์การสอนที่แยบคาย ใช้สอนให้คนรู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตน เช่น ในการไหว้ครู จะเป็นครูดนตรี ปีพาทย์ ครูมวย ครูสอนหนังสือครูอะไรก็แล้วแต่คนโบราณจะใช้ดอกมะเขือ เป็นอุปกรณ์การสอนโดยถือว่าดอกมะเขือ เป็นดอกไม้แทนความอ่อนน้อมถ่อมตน การจะฝากตัวเป็นศิษย์ต้องรู้จักกราบไหว้บูชาครู มีกิริยามารยาทที่ดีสุภาพอ่อนโยน เมื่อมาสมัครเป็นศิษย์

 

คุณสมบัติที่กล่าวข้างต้นใช้ดอกมะเขือสอน เพราะดอกมะเขือทุกดอกจะโน้มดอก ค้อมกลีบลงต่ำเสมอ เป็นการสอนให้ศิษย์รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน

นอกจากการใช้ดอกมะเขือแล้ว ยังมีหญ้าแพรก ดอกเข้มมัดรวมกันไว้อีกด้วย นอกเหนือจากธูปเทียนและข้าวตอก ก็เป็นอุปกรณ์การสอนผู้เป็นศิษย์อีกเช่น กัน

  

หญ้าแพรก เป็นสัญลักษณ์แทนความเจริญงอกงามอย่างรวดเร็ว และความอดทน ที่แม้ในหน้าแล้งจะเหี่ยวเฉาไปบ้าง แต่ถ้าได้รับน้ำเมื่อใด ก็จะเจริญงอกงามได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับลูกศิษย์ ที่เมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนจากครู ก็จะรับรู้และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดีต่อตนเองและสังคมต่อไป

 

ข้าวตอกก็ให้ปัญญาเฉลียวฉลาดคิดได้แตกฉานราวข้าวตอกที่แตกเมื่อคั่วในกระทะใบบัว  

ดอกเข็ม เป็นสัญลักษณ์แทนความแหลมคมประดุจเข็ม เปรียบดังสติปัญญาที่มีความเฉียบคมราวเข็ม ประหนึ่งเป็นอาวุธที่จะใช้ป้องกันตนได้ในทุกโอกาสงาน ของครู นั้น เป็นงานหนัก และเป็นงานที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นงานสร้างคน โดยเฉพาะการสร้าง “ คนดี ” อันจะเป็นเสมือน “ ต้นกล้า ” ที่มีคุณภาพให้แก่แผ่นดินในอนาคต

 

ผู้เขียนเองนับถือในภูมิปัญญาของคนโบราณอย่างยิ่งและรำลึกถึงบุญคูณอยู่ตลอดเมื่อไหร่ที่ทำบุญก็จะอุทิศส่วนกุศลไปให้อยู่เสมอมิได้ขาด คนโบราณช่างชาญฉลาดที่จะสอนด้วยกลวิธีต่าง ๆ แม้กระทั่งการใช้ดอกไม้ต้นไม้ ฯลฯ เป็นอุปกรณ์การสอนทำให้ลูกศิษย์ให้ยุคก่อน เก่า และรู้จักกตัญญูรู้คุณผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์อยู่ตลอดไป แม้จะเป็นครูที่มีแต่จิตวิญญาณ ตามความเชื่อและครูที่มีตัวตน  

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่คุยนักหนาว่าเก่งเป็นเลิศกว่าคนโบราณ จะรู้เท่าทัน ภูมิปัญญาของท่านเหล่านั้นบ้างหรือเปล่าปัจจุบันเวลาไหว้ครู เห็นแต่พานพุ่มมีดอกไม้จากต่างประเทศนำมาบูชาครู แล้วก็คอยฟังผลการประกวดพานว่าใครจะได้ที่หนึ่งเก็กกับครูในปัจจุบันจุงไม่ต่างอะไรกับคนบอกหนังสือกับคนมารู้หนังสือการเคารพนับถือการอ่อนน้อมถ่อมตนหายไปไหนตกเย็นครู ( บางคน ) เป็นนักธุรกิจเปิดสอนพิเศษ ให้กับนักเรียนของตน เก็บค่าเรียนเป็นชั่วโมง จึงไม่ต่างอะไรกับผู้รับจ้างสอนหนังสือกับเด็กจ้างครูสอน การเคารพนับถือ การอ่อนน้อมถ่อมตนจึงไม่เกิดขึ้น น่าเวทนา หญ้าแพรกดอกมะเขือ เสียจริง ที่ไม่มีโอกาสเป็นอุปกรณ์การสอนแบบโบราณอีกต่อไปแล้ว

 


 

ขนบประเพณี - สักวา ไหว้ครู

สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรสรณา
พ่อแม่แลครูบา เทวดาในราศี
ข้าเจ้าเอากอขอ เข้ามาต่อกอกา
มีใส่ไว้ในเท่านี้ ขออย่ามีที่โทษา
 


นี่เป็นบทไหว้ครูที่เราคุ้นกันมากจากกาพย์พระไชยสุริยาของพระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่เราเรียกท่านตามฉายาที่ชาวบ้านเรียก ๆ กันว่า "สุนทรภู่" กวีสี่แผ่นดินต้นรัตนโกสินทรสมัย หนังสือซึ่งถือเป็นหนังสือเรียนได้ เพราะสอนวิธีการเรียนหนังสือไทยอย่างสนุก โดยเอาคำประพันธ์มาล่อ ซึ่งก็จะทำให้จำได้ง่าย ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๕ - ๖ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้นำมาเป็นตัวอย่างการประสมอักษรในตำราเรียนของท่านที่เรียกว่า "มูลบทบรรพกิจ"

การกระทำอะไรต่าง ๆ ของคนไทยนั้น โดยเฉพาะในกิจกรรมพิธีกรรมต่าง ๆ มักจะเริ่มด้วยการไหว้ครูก่อนเพราะถือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีครู ถ้าได้คารวะครูบาอาจารย์แล้ว จะเป็นมลคลทำอะไรก็ไม่ติดขัด ตรงกันข้ามกับการทำอะไรอย่างไม่คารวะ คนไทยจะรู้สึกไม่ค่อยปลอดโปร่ง โดยเฉพาะในการศิลปะแล้ว จะมีการเคารพครูเป็นอย่างสูง และถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงจังมาก จะทำอย่างสุกเอาเผากินหรือลือเลียนไม่ เยาวชนจึงได้รับการสอนให้รู้จัก มาตั้งแต่เยาว์วัยและนับว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งที่กวีเก่า ๆ ท่านได้กรุณาแต่งบทไหว้ครูให้อนุชนได้ท่องจำได้ใช้เป็นเครื่องพลี บทไหว้ครูใคร ๆ ก็ต้องผ่านและมักจะจำกันได้นั้นคือ 


ปาเจรา จริยา โหนติ คุณุตรานุสาสกา
ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพคณาจารย์ ผู้กอปรเกิดประโยชน์ศึกษา ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา แก่ข้าในกาลปัจจุบัน ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์ ด้วยใจนิยมบูชา ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา ปัญญาให้เกิดแตกฉาน ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน อยู่ในศีลธรรมอันดี ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ
ปัญญาวุฒิ กเรเตเต ทินโนวาเท นมามิหัง


(เพื่อสะดวกแก่การอ่าน ขออนุญาตเขียนเป็นการสะกดการันต์แบบไทย โดยเฉพาะภาษาบาลีที่กำกับตอนต้นและตอนท้าย)
 
 กาพย์ฉบัง ๑๖ ที่เราสวดในวันไหว้ครูทุก ๆ ปีนี้มีคุณค่าทางจิตใจแก่เราเป็นอันมาก จะทำการใดต่อ ๆ ไปรู้สึกอบอุ่นใจว่าเป็นศิษย์มีครู มีผู้คอยสอดส่องดูแลให้เราทำได้ดีถูกต้อง

ในวงการศิลปะไม่ว่าจะเป็นดนตรี นาฏศิลป์ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม วิศวกรรม ฯลฯ ล้วนมีการไหว้ครูก่อนแสดงทั้ง พวกดนตรี นาฏศิลป์ จึงมักจะมีพิธีไหว้ครู ครอบศีรษะก่อนจะแสดงหรือออกไปประกอบกิจกรรมเสมอ มักมีพิธีใหญ่โตเป็นประจำทุกปี ครูของช่างทั้งหลายทั้งปวงนั้น มักจะเป็นพระพิฆเณศร หรือพระวิษณุกรรม พระประโคนธรรพ ครูของวรรณศิลป์จะเป็นพระสุรัสวดี เป็นต้น

ในวงการศิลปะทั้งมวล ผู้ประกอบการศิลปะมักจะแสดงความเคารพทุกครูบาอาจารย์อย่างจริงใจ แม้แต่ ครูพักลำจำคือ จำเอาจากที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังมาก็ถือเป็นครู ผู้ใดลบหลู่ดูหมิ่น ไม่เคารพครูบาอาจารย์มักไม่ค่อยเจริญ ในการแสดงทางศิลปะ การไหว้ครูจึงเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ พิธีกรรมในการจัดไหว้ครูนั้น เป็นสิ่งที่ควรรู้และระลึกไว้เสมอว่า ผู้หวังเจริญในการประกอบศิลปะทั้งหลายทั้งปวง การไหว้ครูเป็นสิ่งที่ขาดมิได้

การไหว้ครูของการแสดงต่าง ๆ มักจะมีลักษณาการใกล้เคียงกัน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่าง การไหว้ครูในการแสดงสักวามาเป็นเครื่องรำลึกพอควรแก่กรณี ในหนังสือ ประชุมบทสักวาที่เล่นถวายในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งสมาคมนิสิตเก่าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จัดพิมพ์เป็นครั้งที่สามใน พ.ศ. ๒๕๓๔ มีบทไหว้ครูที่ขอยกมาเป็นตัวอย่าง บทไหว้ครูของอาลักษณ์ เล่นถวายที่พระที่นั่งสนามจันทร์ เมื่อวันพุธ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีวอก จัตวาศก ๑๒๓๔ มีว่า 

สักวาขอบังคมประนมน้อม พระจุลจอมเกล้าเกษกษัตริย์ฉัตรเฉลิม
วงอาลักษณ์จักสนองร้องประเดิม เป็นบทเริ่มเพิ่มพระบารมี
แม้กล่าวคำลำพองคะนองจิต มิได้คิดสอบสวนดูถ้วนถี่
ขอพระคุณมุลิกาฝ่าธุลี อย่าได้มีโทษาแก่ข้าเอย


บทนี้ถือว่า องค์ประธานคือ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงเป็นประมุขสูงสุดในที่นั้น จึงมิต้องไหว้ครูอื่น ๆ เหมือนที่ผู้ใหญ่สั่งสอนว่า ถ้าไปในงานใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับ ณ ที่นั้น เราจะต้องไม่ไปยกมือไหว้คนอื่นใดในบริเวณนั้นอีก นี่คือวัตรที่ถูกต้อง แต่คนเราออกจะรู้สึกว่าตนจะไม่เป็นที่น่าดู ถ้าไม่แสดงควมเคารพคนที่รู้จักกัน กลัวจะถูกตำหนิได้

ส่วนวง “ พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์” ทรงบทไหว้ครูว่า


สักรวามาบังคมประนมบาท บรมไทธิราชนรังสรรค์
มิ่งมงกุฏอยุธยาทั่วสามัญ ดังฉัตรแก้วกางกั้นสยามภพ
ทรงปัญญาดังมหากระแสสินธุ์ มิรู้สิ้นไหลหลั่นพลั่งตระหลบ
บำรุงเมืองเรืองรองอร่ามครบ ขจรจบเกียรติยศปรากฏเอย

ในยุคปัจจุบัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเคยทรงบทไหว้ครูไว้ อย่างครั้งที่ทรงสักวาครั้งแรกของพระองค์ ณ ศูนย์วิจัยวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม เมื่อ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๓๐ ดังนี้


สักวาไหว้ครูผู้สอนสั่ง ไหว้ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่
ล้วนแต่เป็นนักปราชญ์จอมกวี อาวุโสศักดิ์ศรีเป็นอาจารย์
ไม่เคยเล่นสักวาข้าอ่อนหัด กลอนติดขัดจงช่วยด้วยสงสาร
มาวันนี้หวังใจให้เบิกบาน คุณครูท่านโปรดสงเคราะห์ให้เหมาะเอย
ครั้งที่สองเมื่อทรงสักวาที่วังบ้านปลายเนิน ๒๖ กันยายน ๒๕๓๑ พระองค์ทรงไหว้ครูว่า

สักวาน้อมเบญจางคประดิษฐ์ ไหว้ไตรรัตน์ประสิทธิ์ประเสริฐผล
ดุลแสงสูรย์ส่องสว่างกระจ่ายมน เชิดชูชนพ้นวิสัยแห่งภัยพาล
ไหว้คุณครูอาจารย์ชาญวิชา ศิลปะทุกสาขารู้แตกฉาน
เพียรสอนสั่งด้วยเมตตามาก็นาน ขอให้ท่านช่วยวันนี้กลอนดีเอย

 


สักวาประนมนิ้วขึ้นเหนือเศียร ต่างธูปเทียนดอกไม้ทองของถวาย
ไหว้พระแก้วทั้งสามอร่ามราย ที่ส่องสายทางเลิศเกิดปัญญา
ไม่ไหว้ครูอื่นใดในพิภพ ผู้แจ้งจบเกินพระพุทธสุดจักหา
ไม่มีศาสตร์ใดล้ำพระธรรมา พระสงฆ์สาวกวิมุติสุดเปรียบเอย
 

นับเป็นบทไหว้ครูชั้นครูทีเดียว บทนี้ร้องด้วยเพลงพระทอง อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ – ดนตรี กรมศิลปากร เคยบอกบทไหว้ครูในการแสดงสักวาเรื่องขุนช้างขุนแผน ทีหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวาระถวายพระพรปีใหม่ ๑๒ มกราคม ๒๕๐๓ ว่า

 
สักวาถวายบังคมบรมบาท ภูวนาถนฤบดินทร์ปิ่นเกศี
ทั้งสมเด็จพระบรมราชินี พระบารมีปกเกล้าฯ เหล่าสักวา
ขอถวายพระพรทวีในปีใหม่ ให้สองไท้ทรงเกษมสุขหรรษา
พระชนม์ธำรงรัฐวัฒนา ปกประชาไทยระรื่นฉ่ำชื่นเอย

 

เมื่อ ๒๒ เมษายน ๒๕๐๒ ผู้เขียนและเพื่อน (โกวิท สีตลายัน , วินัย ภู่ระหงษ์และมาเนาะ ยูเด็น) ไปเล่น “ ลับแลกลอนสด ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม เราช่วยกันแต่งบทไหว้ครูที่จดจำมาได้จนวันนี้ว่า 


(โกวิท) บังคมคัลอัญชลีกวีเอก ซึ่งสรรค์เสกสวนสวรรค์วรรณศิลป์
(ประยอม) หยาดน้ำแก้วแจ้วจำเรียงเพียงเพลงพิณ ราวฝนรินจากสวรรค์จรรโลงใจ
(วินัย) โปรดช่วยดลกลกานท์ที่ขานขับ ใครสดับให้พระวงเผ้าหลงใหล
(มะเนาะ) แม้โลกลาญกานท์กลอนขจรไกร จำหลักในห้วงจิตเป็นนิจเอย


 ส่วนนักกลอนปัจจุบันอย่างชาวสโมสรวรรณศิลป์จะมีลีลาไหว้ครูกันไปต่าง ๆ ซึ่งเราจะสังเกตว่า นอกจากไหว้พระคุณครูบาอาจารย์ บิดามารดา ครูกลอน ครูดนตรี ครูศิลปะ ต่าง ๆ แล้ว ก็จะรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในพระมหากษัตราธิราชทั้งอดีต – ปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำแห่งที่เราไปเล่นสักวานั้น ๆ ด้วย อย่างของรองศาสตราจารย์วันเนาว์ ยูเด็น ไหว้ครูที่เวทีสักวาคราวสมาคมนักเขียนจัดวรรณกรรมสัญจรนครศรีธรรมราช ( ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๓๓ ) นั้นว่า


สักวาบังคมบรมธาตุ ไหว้ศรีปราชญ์ครูกวีศรีอักษร
ครูโนราครูหนังฝากฝังกลอน เอื้ออวยพรเพียงมนต์เมื่อยลยิน
ให้กลอนกายท์หลายคำดั่งน้ำอ้อย ซาบซึ้งสร้อยสักวาภาษาศิลป์
โปรยคำหอมกล่อมแดนกลบแผ่นดิน ไหลหลั่งรินมธุรสบทกลอนเอย
 

ซึ่งเมื่อนักร้องร้องเพลงช้าปี่ในและปีนตลิ่งก็ให้ความรู้สึกขรึมขลังอย่างบอกไม่ถูก เมื่อไปเล่นกลอนสดในรายการ “ เวที - วาที ” ที่คุณกรรณิการ์ ธรรมเกษร เป็นผู้จัด ณ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๒๙ ผู้เขียนรับหน้าที่ไหว้ครูไว้ดังนี้ (มีลีลากลอน เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และทวีสุข ทองถาวรปนด้วย )


กราบดวงแก้วทั้งสามงามคุ้มเกล้า กราบผงเถ้าบาทบงสุ์พระทรงศักดิ์
กราบพ่อแม่ครูอาจารย์ภิบาลรัก กราบทุกวรรคบทกลอนสุนทรครู
ประเพณีดีงามความเป็นไทย จรรโลงไว้ให้บรรเจิดงามเลิศหรู
เป็นคนไทยชูชาติไทยให้ตราตรู ดำรงอยู่ชั่วกัปกัลป์นิรันดร์เทอญ
 

 อาจารย์สมประสงค์ ปิ่นจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของวิทยาลัยครูสวนดุสิต เรียงร้อยบทไหว้ครูวันถวายสักวาแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเรือ “ ประพาสอุทยาน ” ณ อุทยาน ร. ๒ เมื่อ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ ไว้น่าฟังอย่างยิ่งว่า


สักวาพระบารมีปกกระหม่อม ข้าพระบาทนมัสน้อมจำนงถวิล
บุหลันเลื่อนลอยฟ้ามาโลมดิน ชุบชีวินซาบซ่านหวานกานท์กวี
เป็นบุญเกล้าที่ได้เฝ้ายุคลบาท วโรกาสประพาสท่องนทีศรี
ประมวลใจถวายใจโดยภักดี กรองวจีกล่อมพระทัยให้ชื่นเอย

บทนี้เมื่อขับร้องเพลงเวสสุกรรมจึงน่าฟังนัก
 

อาจารย์วินัย ภู่ระหงษ์ แห่งมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตรเคยว่าบทไหว้ครูในวันนักเขียน ๕ พฤษภาคม ๒๕๓๒ ไว้น่าฟังไม่น้อยเหมือนกัน


สักวาถวายบังคมบรมกษัตริย์ นับแต่วันเถลิงฉัตรสโมสร
เป็นร่มโพธิ์คุ้มเกล้าเหล่านาคร ได้ครองสุขสถาวรสวัสดี
วโรกาสบรรจบวันเฉลิมฉัตร ฉัตรมงคลมงคลรัตน์เฉลิมศรี
ขอฉัตรเมืองคู่รัฐป้องปฐพี จบวจีถวายชัยไหว้ครูเอย

 

ทวีสุข ทองถาวร นักกลอนมือทองของธรรมศาสตร์เป็นคนหนึ่งที่ไหว้ครูได้อารมณืและตรงตามสถานการณ์ เคยไหว้ครู “ งานนักเขียน - หนังสือ ” ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้จัดเมื่อ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ไว้ดังนี้

 

สักวาไหว้แม่โดมโคมศักดิ์ศรี น้อมใจกราบท่านปรีดีที่สร้างสรรค์
ธรรมศาสตร์งามสง่าสถาบัน ช่วยยืนยันเราเทิดค่าภาษาไทย
วันนักเขียน - หนังสือสื่อความคิด สร้างชีวิตสร้างความหวังสร้างนิสัย
โลกทัศน์พัฒนาก้าวหน้าไกล เพราะเราได้หนังสือดีมีค่าเอย

 

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรต์ปี ๒๕๓๓ ศิลปินแห่งชาติปี ๒๕๓๖ นับเป็นคนที่เราอยากฟังกลอนไหว้ครู บทเล่นหรือบทลาทุกประเภทของเขามาก เพราะเขาจะให้อะไรใหม่ ๆ ไม่ซ้ำซากอย่างเช่นครั้งเราไปเล่นกลอนที่ช่อง ๕ ในรายการ “ เวที – วาที " อีกครั้งหนึ่งที่เขาไหว้ครูได้งดงามเหลือเกินว่า

 

สักวาครูวาทีเป็นศรีสง่า ครูช่องห้าสถานีเป็นศรีช่อง
ครูพระจันทร์วันเพ็ญเป็นสีทอง ครูจำลองคนดีเป็นศรีเมือง
กระทงถ้อยคำร้อยคำเรียบความคิด แม่น้ำใจใสสนิทบูชิตเบื้อง
กระทงน้อยลอยน้ำรำไรเรือง มาเป็นเครื่องบูชาครูทุกผู้เอย

 

เมื่อร้องด้วยเพลงนกกระจอกทองจึงไม่ต้องสงสัยว่าจะไพเราะเพียงไร ทั้งให้ภาพและความรู้แก่ผู้อ่านว่า วันนั้นเราเล่นกลอนคืนวันลอยกระทง
 

 

 


 

7เพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครู

 

การไหว้ครูจัดเป็นพิธีใหญ่ถือเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกปีสืบทอดกันมาช้านาน โดยเฉพาะวิชาศิลปะ โขน ละครดนตรีปี่พาทย์ มีการประกอบพิธีเป็นตอน กระทั่งยึดถือเป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน
การบรรเลงปีพาทย์ในพิธีไหว้ครูก็เช่นกัน โบราณาจารย์ท่านได้กำหนดเพลงและระเบียบวิธีบรรเลงไว้แล้วอย่างเหมาะสมมีหลักมีเกณฑ์ เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตของศิษย์ ซึ่งได้รักษาและสืบทอดกันต่อ ๆมา

เพลงที่กำหนดใช้ในพิธีไหว้ครูเรียกว่า " เพลงหน้าพาทย์ " ในวงการโขนละครดนตรีปีพาทย์เขามักจะทำการคารวะด้วยความนอบน้อมก่อนทุกครั้งไป เทพแต่ละองค์จะมีเพลงประจำองค์เทพนั้น ๆ และกำหนดหมายรู้จากเพลงที่กำลังบรรเลงว่าองค์เทพนั้น ๆ กำลังเสด็จมา ณ บริเวณพิธีแล้ว
 

 

เมื่อมาวิเคราะห์โครงสร้างของเพลงหน้าพาทย์แต่ละเพลงอย่างถ่องแท้จะพบว่า ท่านผู้รจนาเพลงได้สร้างสรรค์ทำนองเพลงเพื่อบทเฉพาะกาล จากแรงบันดาลใจด้วยความสำนึกในความกตัญญูเป็นพื้นฐานเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครูจึงมีท่วงทำนองที่ไพเราะ มีลีลาแช่มช้อยเนิบนาบแต่เต็มไปด้วยความสำนึกในความโอ่อ่า องอาจ สง่างาม เหมาะกับสภาวะแห่งเทพ แห่งครู


พิธีไหว้ครูโขน ละคร ดนตรีปี่พาทย์นั้น วงปี่พาทย์ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่ง แม้จะมีกล่าวไว้ในตำราบางเล่มว่า พิธีไหว้ครูดนตรี ไม่ต้องมีวงปี่พาทย์ก็ได้ แต่เท่าที่ปฏิบัติกันมาก็เห็นมีวงปี่พาทย์เป็นแกนสำคัญทุกครั้ง ที่เป็นเช่นนี้พอจะอนุมานมูลเหตุสำคัญได้ว่า น่าจะมาจากต้องการให้เสียงดนตรีปี่พาทย์ช่วยประกาศให้ทราบทั่วกันว่า เวลานั้น ณ สถานที่นั้นกำลังกระทำพิธีไหว้ครูอยู่ อีกประการหนึ่งคงเพื่อน้อมเป็นเครื่องบูชาครูผลที่ตามมาของการที่มีปี่พาทย์ประโคมคือ ทำให้พิธีความศักด์สิทธิ์ดูโอ่อ่าภาคภูมิ สมกับเป็นพิธีที่สำคัญ


ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ศิลปินผู้บรรเลงปี่พาทย์ในพิธีไหว้ครูจึงรับบทบาท และหน้าที่สำคัญเพราะต้องเป็นผู้ที่แสดงออก ซึ่งความสามารถในการใช้เสียงเพื่อสื่อความหมายให้ตรงจุดประสงค์และบังเกิดประสิทธิภาพสมตามเจตนารมณ์ของพิธีกรรม


 มีคำกล่าวว่า " ฟังเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครูแล้วขนลุกและมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่ชอบฟังจริง ๆ บางเพลงฟังแล้วรู้สึกเหมือนว่า ตนเองอยู่ในสถานที่ที่โอ่อ่า มีเสาใหญ่ ๆ ดุจท้องพระโรงมีผู้คนมากมายแต่ทว่าเงียบกริบ " นั่นแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของท่านผู้รจนาเพลง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมและสมบูรณ์ควรแก่การดำรงรักษาไว้ให้คงสภาพเหมือนเช่นเดิม โบราณาจารย์ของเราท่านตระหนักในเรื่องนี้เป็นอ่างดี จึงได้พยายามรักษาทำนองเนื้อเพลงของเดิมไว้ โดยการอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เคารพทำนองเพลงเป็นครู ทั้งได้กำหนดลักษณะวิธีการบรรเลงไว้เป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากการบรรเลงในรูปแบบอื่นโดยสิ้นเชิง


โดยทั่วไปแล้ว วิธีการบรรเลงของไทยนั้น ผู้บรรเลงแต่ละเครื่องมือทุกคนจะต้องเรียนรู้และจดจำทำนองฆ้องนั้นมาเป็นทางของตน (เรื่องนี้ย่อมเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในวงการของผู้สนใจดนตรีไทย) โบราณาจารย์ท่านได้กำหนดลักษณะวิธีการบรรเลงการแปรทำนองของเพลงประเภทต่าง ๆ ไว้แล้วอย่างครบครัน ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จะยกตัวอย่างเพลงประเภทที่ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ คือเพลงประเภทเพลงเถาหรือเพลงสามชั้น เพลงประเภทนี้ผู้บรรเลงสามารถดำเนินทำนองไว้ได้อย่างอิสระเสรีจะใช้สำนวนพลิกแพลง ยอกย้อนลูกสะบัดขยี้ หรือจะใส่อารมณ์ความรู้สึกของผู้บรรเลงไปในทำนองเพลงและกาลเทศะด้วย สิ่งที่ต้องระวังก็คือต้องระวังเสียงลูกตกให้ตรงกับเสียงลูกตกของลูกฆ้อง ( ใหญ่ ) เป็นสำคัญ


ถ้าเป็นประเภทเพลงบังคับทาง หรือที่เรียกกันว่า ทางกรอ ทางหว่าน เช่น เพลงเขมรไทรโยคผู้บรรเลงเพลงอาจตกแต่งทำนองเพลงได้บ้างเล็กน้อย ต้องยึดทางฆ้องไว้เป็นสำคัญ ถ้าเป็นเพลงประเภทเพลงเรื่อง เช่น เรื่องเพลงพระฉัน ซึ่งเป็นประเภทเพลงโบราณ มีทำนองลูกฆ้องห่าง ๆ เป็นเพลงประเภทความคิดผู้บรรเลงมีโอกาสใช้ความสามารถทั้งในด้านความคิดและฝีมือที่มีอยู่ได้อย่างกว้างขวางและมีอิสระเต็มที่ โดยไม่ต้องคำนึงถึงลูกตกของเสียงลูกฆ้อง เช่น ถ้าลูกฆ้องแตกเสียงสูงผู้ดำเนินทำนองอาจดำเนินทำนองไปตกที่ลูกฆ้องเสียงต่ำก็ได้ ( แต่ต้องเป็นคู่เสียงเดียวกัน) เพลงประเภทนี้ ถ้าเป็นระนาดเอกด้วยแล้ว ผู้บรรเลงต้องใช้ความคิดอย่างมาก เพราะต้องพยายามที่จะร้อยกลอนให้สัมผัสผูกพันกันเป็นลูกโซ่ ทั้งผู้ฟังก็ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องเพลงอยู่บ้างพอสมควรจึงจะฟังอย่างมองเห็นความคิดความสามารถของผู้บรรเลงได้ เพราะการบรรเลงประเภทนี้เป็นเพลงที่นักดนตรีเขาบรรเลงอวดฝีมือ อวดความคิดอวดความรู้กัน


15ดังได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า เพลงหน้าพาทย์นั้นแต่งเพื่อบทเฉพาะกาลเพื่อบูชาครูท่านผู้รจนาเพลงจึงบรรจงแต่งอย่างพิเศษ ได้เลือกเฟ้นท่วงทำนองเพลงที่ดีที่สุด ไพเราะที่สุด โอ่อ่าที่สุด เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เป็นศิริมงคลทั้งแก่ตนและผู้ฟัง จึงเคารพว่าเป็นเพลงครูสำหรับวิธีการบรรเลงนั้นกำหนดให้ดำเนินทำนองโดยรักษาโครงสร้างของลูกฆ้องใหญ่เป็นสำคัญความสง่างามของเพลงอยู่ที่การวางแนวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลุกลน แต่ก้ไม่ช้าจนอืดอาดถ้าจะเปรียบให้เกิดมโนภาพจะเหมือนอยู่ในท้องพระโรงที่มีเสาต้นใหญ่ ๆ ตั้งเรียงรายมีระยะห่างเท่า ๆ กัน มีระเบียบ มั่นคง ทั้งโอ่อ่าและสวยงาม ผู้ที่จะบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ต้องตั้งสมาธิจัดให้แน่วแน่สำรวมกาย วาจา ใจ แล้วกำหนดกระแสแห่งความคารวะ ความสำรวมให้กระจายไปในท่วงทำนองของเพลง ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือสำนวนกลอนจะบ่งบอกถึงความเรียบร้อยนุ่มนวล แต่ทว่ามีพลังหนักแน่น และเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งศัพท์ทางดนตรี เรียกว่า " ตีให้เรียบ " ท่านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง) ท่านใช้คำว่า " พื้น" ทางพื้นของท่านคือบรรเลงโดยรักษาท่วงทำนองให้เดินไปอย่างเรียบร้อย จะไม่มีสะบัด ขยี้ ฉลัดเฉวียน ฯลฯ เข้ามาสอดแทรกไม่ว่าจะเป็นแนวในการบรรเลงเสียงที่สื่อออกมา ต้องรักษาให้สม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ ฉะนั้นในการบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครู จึงไม่เป็นการบังควรที่จะใส่อารมณ์ส่วนตัวของผู้บรรเลง เช่น กระซิบกระซาบ เดี๋ยวค่อย เดี๋ยวดัง หรือสอดแทรกลุกสะบัด ขยี้ โครมครามแผลงอิทธิฤทธิ์ หรืออวดความมีน้ำอดน้ำทน (ปัจจุบันมักจะได้พบได้เห็นการบรรเลงเช่นนี้กันมาก เห็นได้ชัดในเพลงบาทสกุณี เพลงพราหมณ์เข้า และเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ)


 การบรรเลงโดยรักษาโครงสร้างของเพลง คือการพยายามหาวิธีการดำเนินทำนองให้เห็นทำนองฆ้องเด่นชัด แต่ในขณะเดียวกันก็รักษาหน้าที่ของเครื่องดนตรีด้วย ยกตัวอย่าง ระนาดเอกตามลักษณะวิธีการบรรเลงกำหนดไว้ว่าต้องตีสองมือพร้อมกันเป็นคู่แปด มีหน้าที่แปรทำนองร้อยเป็นกลอนที่เรียกเป็นศัพท์สังคีตรู้จักกันทั่วไปว่า " ตีเก็บ " ฉะนั้นในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินทำนองตามลูกฆ้องได้ (เสียงที่ตีลูกระนาดซ้ำกัน คือ การรักษาเนื่องฆ้องตามศัพท์เรียกว่า กลอนสับ) เนื่องจากมีระยะห่างมากก็อนุโลมให้ดำเนินทำนองตีเก็บเป็นกลอนได้บ้าง เพื่ออาศัยเป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่เสียงตกของลูกฆ้อง มิใช่นำมือฆ้องมาบรรเลงเสียเลยอย่างที่ทำกันทุกวันนี้


ด้วยเหตุที่เกรงว่าศิษย์รุ่นหลังจะปฏิบัติได้ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ปรมาจารย์ทางดนตรีไทยท่านจึงได้กำหนดไว้ว่า " ผู้ที่จะต่อเพลงหน้าพาทย์สำคัญในพิธีไหว้ครู ต้องเป็นผู้ที่อุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้ว หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป " ข้อกำหนดนี้วิเคราะห์ได้ว่า เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวเป็นผู้ใหญ่พอ มีสติ รู้ผิด รู้ถูก นั้นเอง


อีกเพลงหนึ่งที่ยากจะขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ คือเพลงสาธุการ ซึ่งเป็นเพลงที่บรรเลงเป็นพุทธบูชา เพื่อแสดงความคารวะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้บรรเลงต้องปฏิบัติด้วยความสำรวมทั้งกาย วาจา ใจ ซึ่งสื่อออกมาให้สัมผัสได้ทางเสียงและสำนวนกลอนที่นุ่มนวลเรียบร้อย มีสง่าเป็นระเบียบเหมือนกันหมดทุกเครื่องมือ แต่ในปัจจุบันนี้เท่าที่สังเกตเห็น ดูเหมือนว่านักดนตรีจะพาลละเลย ขาดความสำรวมเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะเนื่องมากจากความไม่รู้เพราะเคยได้ยินได้เห็นมาอย่างนั้นก็เลยปฏิบัติตาม ๆ กันไป โดยไม่ทราบว่าถูกที่ควรนั้นเป็นอย่างไร จึงได้ถือแบบแผนทางดนตรีไทยที่ท่านปรมาจารย์ได้กำหนดไว้แล้วให้สืบทอดต่อไปสมตามเจตนารมณ์ของท่าน ทั้งยังจะเกิดศิริมงคลต่อตัวของผู้ปฏิบัติตนเข้าถึงหลักมงคลในพุทธศาสนาถึง 3 ข้อได้แก่
ข้อหนึ่ง พาหุสัจจะ คือความใฝ่หาความรู้ ความเป็นผู้คงแก่เรียน
ข้อสอง คือ ศิลปะ หมายถึง ความสามารถในการแสดงออกถึงความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาและนำไปใช้ได้อยางถูกต้องสมควรแก่กาลเทศะ
ข้อสาม คือ วินัย หมายถึงการบังคับตนให้อยู่ในระเบียบไม่แสดงออกนอกลู่นอกทาง( หลักธรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ได้จากการสนทนาธรรมกับท่านเจ้าคุณพระเมธีวราลังการวัดชนะสงคราม เรื่องมงคล คือเหตุที่ทำให้เจริญก้าวหน้า)
 
ครูย่อมปรารถนาเห็นศิษย์เจริญก้าวหน้า จึงได้อบรมสั่งสอนศิษย์ ให้ทั้งวิชาการและแนวปฏิบัติตนล้วนแล้วแต่เป็นศิริมงคลจึงหวังว่า ศิษย์ทั้งหลายจะบรรเลงเพลงหน้าพาทย์ในพิธีไหว้ครูได้ไพเราะสมตามเจตนารมณ์ของท่านผู้รจนาเพลง เพื่อถวายเป็นเครื่องบูชาครู


พิธีไหว้ครูโขน ละครและพิธีครอบครู ตามแบบแผนปฏิบัติของครูอาคม สายาคม

 

 16พิธีไหว้ครู พิธีครอบครู ต่างกับพิธีไหว้ครูทั่วไป เป็นพิธีการยกย่องและอนุรักษ์ไว้เพราะครูเป็นผู้ที่ให้ความรู้ ความเฉลียวฉลาดในด้านศิลปวิทยาแก่ศิษย์ ครูจึงเป็นผู้ควรแก่การคารวะบูชา พิธี ไหว้ครูได้ถูกกำหนดระเบียบและบัญญัติวิธีไว้ให้ปฏิบัติกันมาด้วยหลักเกณฑ์อันดี เพื่อก่อให้เกิดศิริมงคลแก่ผู้เรียน

 

พิธีการไหว้ครูโขนและละครในปัจจุบันส่วนใหญ่ดำเนินตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณก็แต่บางส่วน แม้จะแก้ไขเพิ่มเติมจุดประสงค์ในบางส่วนก็เพื่อการสร้างศรัทธายิ่งขึ้น

 

จากการสันนิษฐานของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่าการฟ้อนรำของไทยนั้นมีที่มาเป็น ๒ ทาง ทางที่ ๑ เกิดจากการที่มนุษย์ดัดแปลงการร่ายรำจากธรรมชาติ จนเป็นศิลปะที่สืบทอด กันมา ได้แก่ การแสดงพื้นเมืองต่าง ๆ อีกทางหนึ่งสันนิษฐานว่า ได้รับวัฒนธรรมจากอินเดีย ซึ่งบูชาเทพเจ้า

ดังนั้นศิษย์นาฏศิลป์โขน ละคร จึงถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอจนเป็นประเพณี คือ ผู้ที่เรียนนาฏศิลป์ โขน ละคร จะต้องจัดพิธีไหว้ครูขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑. เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณครู

๑.๑ ทำพิธีอัญเชิญครูมาในพิธี เพื่อให้ศิษย์กราบไหว้เป็นศิริมงคล

๑.๒ ตอบแทนพระคุณครู ด้วยการจัดหาเครื่องสังเวย เครื่องกระยาบวช เครื่องเซ่นตามลักษณะของครู

๑.๓ ให้ความบันเทิงแก่ครู เสมือนเป็นการทดสอบฝีมือ ด้วยการรำถวายมือ

๑.๔ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ส่งครูเมื่อเสร็จพิธี

๒. เป็นการแสดงความเคารพครูด้วยการหาดอกไม้ ธูป เทียน บูชาครูเพื่อขอบารมีครูช่วยคุ้มครองศิษย์

๓. เป็นการมอบตัวเข้าเป็นศิษย์ ขอเป็นผู้สืบทอดศิลปะ

๔. เป็นพิธีประสิทธิ์ประสาทความสำเร็จการศึกษาชั้นสูงของการศึกษาวิชานาฏศิลป์ โขน ละคร

๕. เป็นวันรวมพลังความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของศิษย์นาฏศิลป์ทุกรุ่น ทุกระดับชั้น ที่พร้อมใจกันจัดพิธีเพื่ออัญเชิญครูมาให้ศิษย์คารวะและแสดงกตเวทิตา เป็นการน้อมจิตรำลึกพระคุณของครู

๖. เป็นการรักษาประเพณีอันดีงามให้คงอยู่

๗. เป็นการประกวดความเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมอันดีงามเป็นของตนเอง

 

พิธีไหว้ครูโขน ละคร ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๔ ส่วน คือ ครูผู้กระทำพิธีไหว้ครู (ตัวแทนพระภรตฤษี) ศีรษะโขน (ตัวแทนครูโขน ละคร ) เครื่องสังเวย เครื่องเซ่น เครื่องกระยาบวช เครื่องบูชา และปี่พาทย์เครื่องใหญ่ หรือ ปี่พาทย์เครื่องคู่ การไหว้ครูนาฏศิลป์ โขน ละครนั้น มีพิธีถึง ๓ ขั้นตอน คือ พิธีไหว้ครู พิธีครอบครู และพิธีรับมอบ ทั้ง ๓ ขั้นตอนนี้ เป็นพิธีที่บูรพาจารย์ได้กำหนดระเบียบและบัญญัติแบบแผนให้ปฏิบัติด้วยหลักเกณฑ์อันดี สืบเนื่องมาแต่โบราณ โดยกำหนดว่า ครูผู้ใหญ่จะทำพิธีไหว้ครู พิธีครอบและพิธีมอบ ก็ต่อเมื่อศิษย์รำเพลงช้า เพลงเร็วได้แล้ว ถ้าศิษย์ศึกษาและ

ปฏิบัติจนเกิดความชำนาญ มีความรู้แตกฉาน หมายถึงรำหน้าพาทย์ชั้นสูง ได้อย่างแม่นยำ สมควรที่จะเป็นตัวแทนของครู สืบทอดการอบรมสั่งสอนชนรุ่นหลังได้เข้าร่วมพิธีมอบอันเป็นพิธีต่อจากพิธีครอบ

 

พิธีมอบนี้ เป็นพิธีที่ประกาศให้ศิษย์ทุกคนรู้ว่า ศิษย์ผู้นั้นมีความรู้ความสามารถสมควรเป็นครูโขนละครได้ เหมือนกับเป็นการเรียนจบหลักสูตรรับประทานปริญญาบัตรในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ครูมอบความเป็นครูให้ก็คือ อาวุธที่ใช้ในการแสดงละคร โขน ทุกชนิด และบทละครมัดรวมกันส่งให้ศิษย์ และถ้าศิษย์คนใดมีความสามารถเหนือขึ้นไปอีก จนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญและต้องเป็นศิลปินชายที่แสดงเป็นตัวพระคือ พระราม ต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่เสพของมึนเมาเป็นอาจิณ บวชเรียนแล้ว และเป็นที่ ยกย่องของคนทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่ศิลปินด้วยกัน ครูผู้ใหญ่ก็จะมอบ และประสิทธิ์ประสาท ให้เป็นตัวแทนของครู หมายถึงเป็นผู้ ที่สามารถกระทำพิธีไหว้ครูได้ ครอบครู และพิธีมอบ ได้ ศิลปินที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กระทำพีไหว้ครู จะได้รับมอบตำราไหว้ครู ถึงแม้ว่าจะมีตำราไหว้ครูไว้ในครอบครองก็จะกระทำได้เพียงพิธีไหว้ครูเท่านั้น จะทำพิธีครอบและพิธีรับมอบไม่ได้

 

หลักเกณฑ์แต่โบราณไม่นิยมให้ลิง ยักษ์ นาง เป็นผู้ประกอบพิธี เหตุที่ไม่นิยมเพราะ ถ้าแสดงเป็นตัวลิง เขาถือว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าแสดงเป็นตัวยักษ์ ถือว่าเป็นมาร ถ้าเป็นตัวนางถือว่าเป็นอิตถีเพศ ถ้าเป็นตัวพระถือว่าเป็นเทพเจ้า ดังนั้นการรับถ่ายทอดวิชาไหว้ครูนี้ตั้งแต่โบราณมาก็มักจะตกอยู่กับผู้แสดงเป็นตัวพระทั้งนั้น

 

ระเบียบของการจัดพิธีไหว้ครูนั้นมีข้อกำหนดว่า ให้กระทำพิธีขึ้นได้เฉพาะในวันพฤหัสบดี เที่ยงวันเท่านั้น เพราะนับถือกันว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครู เดือนซึ่งนิยมประกอบพิธีตามโบราณ นิยมก็กำหนดให้ประกอบพีธีในเดือนคู่ เช่นเดือน ๖,๘,๑๐,๑๒,๒ และเดือน ๔ แต่มีข้อยกเว้น เดือนคี่อยู่เดือนเดียวคือเดือน ๙ เช่นเดียวกับกำหนด เดือนมงคลสมรสแต่งงานอนุโลมให้จัดพิธีได้ เหตุที่ใช้เดือนคู่นั้น เพราะถือว่าเดือนคู่เป็นเดือนมงคล ส่วนเดือนคี่นั้นเป็นเศษที่อนุโลมให้ทำพีในเดือน ๙ ได้นั้น ถือว่าเลข ๙ เป็นเลขมงคลของไทยสืบมา

ในบางครั้งโบราณ ยังนิยมว่าจะต้องระบุทางจันทรคติเพิ่มขึ้นอีกด้วย เช่น เมื่อเลือกได้วันพฤหัสบดีแล้ว จะต้องพิจารณาอีกว่า ตรงกับวันขึ้นแรมข้างใด ถ้าได้เป็นวันพฤหัสบดีข้างขึ้นก็นับว่าเป็นมงคลยิ่งเพราะข้างขึ้นถือว่าเป็น ” วันฟู ” ข้างแรมเป็น “ วันจม ” การประกอบพิธีนิยมวันข้างขึ้นซึ่งเป็นวันฟูเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง

 

เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ในการประกอบพิธีจะต้องเริ่มพิธีสงฆ์ก่อนเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าก่อนทุกครั้ง ดังนั้นการจัดสถานที่จึงนิยมตั้งที่บูชาพระพุทธรูปไว้ส่วนหนึ่ง หรือถ้าต้องการที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปมาตั้งรวม ก็ให้ตั้งพระพุทธไว้สูงสุดในมณฑลพิธีแม้ว่าจะไม่ อัญเชิญพระพุทธรูปออกตั้งเป็นประธานในการประกอบพิธี ก็จะต้องเริ่มต้นกล่าวนมัสการคุณพระรัตนตรัยก่อนเสมอ

สำหรับเครื่องสังเวยจัดเป็นคู่ มีทั้งของสุกและดิบ ของดิบตั้งไว้ทางที่บูชาฝ่ายอสูร (ด้านซ้าย) ส่วนของสุกเป็นของเทพและฝ่ายมนุษย์(ด้านขวา) การจัดสถานที่จัดเป็น ๒ เขต คือ สำหรับ ประกอบพิธีสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วยโต๊ะหมู่บูชา ประดิษฐานพระพุทธรูป ฯลฯ ส่วนที่ประกอบพิธีไหว้ครู จะจัดโต๊ะหมู่เป็น ๓ หมู่ คือ โต๊ะครูฝ่ายเทพอยู่กลาง ครูฝ่ายมนุษย์อยู่ทางขวา ครูฝ่ายยักษ์อยู่ ทางซ้าย ส่วนเครื่องดนตรีจะจัดโต๊ะต่ำ ๆ ปูผ้าขาววางเครื่องดนตรีทุกชิ้น ตั้งที่นั่งผู้ประกอบพิธี (เจ้าพิธี) ปูลาดด้วยผ้าหรือหนังสือ วางพานข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน กระแจะจันทร์ มาลัย วางพาน ตำรับโองการ บาตรน้ำมนต์ ไม้เท้า จัดที่สำหรับวงดนตรีปี่พาทย์ให้ไว้ทางขวาหรือทางซ้ายของครูก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม

วงปี่พากย์ตั้งอยู่ทางซ้ายมือหรือขวามือก็ได้ เพื่อบรรเลงหน้าพาทย์สำคัญ ตามที่ครูผู้ประกอบพิธีเรียกให้บรรเลง หน้าตะโพนในวงปี่พาทย์จะลาดผ้าขาววางขันกำนล ๘ ขัน (ในขันกำนล ประกอบด้วยเงิน ๑๒ บาท ดอกไม้ ธูป เทียน และผ้าขาว) ครบตามจำนวนผู้บรรเลงและมีผ้าขาวยาว ๓ เมตร

เริ่มพิธีไหว้ครู ครูผู้เป็นประธานประกอบพิธี (นุ่งห่มผ้าขาว) สมมติเป็นพราหมณ์ผู้ทรงศีลถือสังข์เดินถอยออกไปอยู่ที่ปลายผ้าขาวที่ปูลาดหันหน้าเข้าหาที่บูชาเรียกหน้าพาทย์เพลง พราหมณ์เข้ามารำเข้ามาในพิธีท้ายเพลงหมุนตัวไปโดยรอบรดน้ำสังข์ (มีความหมายว่าพราหมณ์ผู้ทรงศีล เป็นผู้เข้ามามาประกอบพิธี ส่วนการรดน้ำสังข์ไปโดยรอบนั้น เท่ากับเป็นการอธิษฐานกำหนดใช้สถานที่นี้ประกอบ จากนั้นขึ้นไปนั่งบนตั่งที่หน้าบูชา)

ประธานในงาน เชิญเข้ามาจุดเทียนทอง (ด้านขวา) เทียน (ด้านซ้าย) และเทียนชัยที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเทียนทอง – เงิน จุดธูปบูชา ๙ ดอกแล้วเชิญกลับไปที่พักในที่สมควร

 

ประธานผู้ประกอบพิธี จุดธูป ๙ ดอก (บางครั้งใช้ ๓๖ ดอก เท่าจำนวนกำนล) กราบ ๓ หน เริ่มบูชาพระรัตนตรัยแล้วชุมนุมเทวดา

สำหรับคาถาสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าพิธีจะใช้ท่องในพิธีครอบครู ตอนที่นำเศรียรของครูคือ พ่อแก่ เทริด พระพิราพ มาครอบให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ เพื่อเป็นศิริมงคล

 

คาถามงกุฏพระเจ้า “ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ ”

นักกลอนชั้นครูในยุคปัจจุบันหลายท่านที่เคยแต่งบทสักวาไหว้ครูได้น่าฟัง ม ร ว ศึกฤทธิ์ ปราโมช เคยแสดง ณ สังคีตศาลา เมื่อ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๒ ในการเล่นสักวาเรื่องสังข์ทอง ไว้ว่า

ค้นหา